เปิดอีกมุมในโอลิมปิกเกมส์ ไปกับ “ภิรมย์ อั๋นประเสริฐ”

Writer Pong Pripwai

Photographer Gunn Kanjanaprachachai

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภิรมย์ อั๋นประเสริฐ (เปาอั๋น) หรือที่ลูกศิษย์ลูกหาของแกเรียกติดหูในชื่อ “ป๋าอั๋น” หากใครไม่เคยคุ้นชื่อหรือรู้จักผู้ชายคนนี้ เราอยากอธิบายสั้นๆ ถึงป๋าอั๋นว่า ป๋าคือกรรมการผู้ตัดสินกีฬาฟุตบอลหนึ่งเดียวของไทย ผู้ที่ผ่านมาหมดแล้วทุกสังเวียนแข่งของโลก บุรุษหนึ่งเดียวของประเทศในสายผู้ตัดสินที่มิเคยมีใครก้าวข้ามไปวัดรอยเท้าได้เท่าเทียม

icon Spectrum Digital Magazine

ป๋าอั๋นเริ่มเป็นผู้ตัดสินฟุตบอลตั้งแต่วัยหนุ่มกระทง ไล่ตั้งแต่บอลถ้วย (ง) กระทั่งยาวไกลไปถึงฟุตบอลโลก จากคำบอกเล่าป๋าอั๋นถือเป็นกรรมการอายุเลยวัย 45 ปี เกิดกฎการเป็นผู้ตัดสินนานาชาติเพียงคนเดียว ที่ทางฟีฟ่าได้กให้ตัดสินฟุตบอลโลก หลังจากที่ป๋าอั๋นโชว์ผลงานเป่านกหวีดเก็บคะแนนจนชนะแคนดิเดทเข้าไปสร้างชื่อเสียงให้คนไทยในฟุตบอลโลกในฐานะกรรมการตัดสิน แต่น้อยต่อน้อย ผู้คนมิเคยรู้เลยว่าก่อนที่ป๋าจะเป็นผู้ตัดสินฟุตบอลโลก ป๋าอั๋นได้ลงทำหน้าที่ในกีฬาโอลิมปิก ปี 1996 ที่เมืองแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา

_top9200

 

ครั้งนั่นถือเป็นจุดสำคัญที่สานต่อไปยังการได้ตัดสินฟุตบอลโลกรายการที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งเมื่อได้โอกาสให้แวะเข้าไปเยือนบ้านหลังใหม่ของป๋าอั๋นที่จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมกับสนทนาเปิดอีกมุมในโอลิมปิกเกมส์ ถึงเรื่องราวชีวิตของกรรมการฟุตบอลไทยหนึ่งเดียวที่เคยลงทำหน้าที่ในโอลิมปิกเกมส์

เวลานี้ในวัย 63 ปี ป๋าอั๋นทำอะไรอยู่ยังข้องเกี่ยวกับกีฬาเช่นเดิมไหมผมเริ่มบทสนทนา

“ตอนนี้ป๋าทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันผู้ตัดสินฟุตบอลแห่งชาติ เป็นสถาบันที่ผลิตผู้ตัดสินรุ่นเยาว์อายุ 18-25 ปี ซึ่งกำลังจะเปิดรับสมัครนักเรียนหลังจากที่ถูกยุบไปในยุคของนายกสมาคมคนก่อน  เมื่อนายกสมาคมคนเก่าเขาอยากกลับมาปัดฝุ่นทำใหม่ป๋าเองก็ต้องรีบกลับมาเป็นหัวเรืออีกครั้ง โดยเหตุผลที่ต้องมีสถาบันนี้ขึ้นเพราะเห็นว่าผู้ตัดสินในเมืองไทยกว่าจะคิดกันได้ว่า อยากเป็นผู้ตัดสินฟุตบอลก็หลังเลิกเล่นกีฬากันแล้ว อายุก็สามสิบกว่าซึ่งพออายุเยอะถึง 45 ปีก็ต้องเกษียณแล้ว มันจึงทำให้เราไม่มีกรรมการที่สู้กับชาวโลกได้ เพราะเก็บประสบการณ์ไม่ทันแก่กันก่อนพอดี ฉะนั้นเราเลยคิดกับทางสมาคมว่าเราควรต้องผลิตผู้ตัดสินรุ่นเยาว์ให้สู้กับสาวโลกเขาได้ เพราะจะมีเวลาสะสมประสบการณ์สู้กับกรรมการระดับโลกได้ ซึ่งนี้คือเป้าหมาย

“ฉะนั่นเด็กที่มาอยู่ในโรงเรียนผู้ตัดสินจะเป็นการสร้างผู้ตัดสินที่มีคุณภาพในมาตรฐานเดียวกันหมด เพราะทุกวันนี้เรามีปัญหามากมายเกี่ยวกับการตัดสินฟุตบอลและยิ่งฟุตบอลลีคในบ้านบูมเท่าไรเราก็ยิ่งเจอปัญหา ตรงนี้ก็ทำมาเพื่อรองรับความนิยมของฟุตบอลในบ้านเราด้วย อีกอย่างมันก็มีน้องๆ ที่อยากเป็นผู้ตัดสินกันเยอะ เพราะเดี๋ยวนี้เป็นผู้ตัดสินค่าตอบแทนมันสูงนะเป่าลีคเดี๋ยวนี้ได้คู่ละเป็นหมื่นสมัยผมได้สองร้อยเอง (หัวเราะ) เป็นเรื่องของการเป็นอาชีพไปแล้วแล้วพอเป็นอาชีพจริงการตัดสินก็ต้องมีมาตรฐานและต้องเคารพวิชาชีพของตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งในอีกไม่นานนี้ก็จะมี พรบ. กีฬาตามมา ซึ่งป๋ามองว่าดีมากเลย ใครเป็นกรรมการรับเงินติดคุกเลยนะหนักมาก ซึ่งที่ผ่านมามันมีผู้ตัดสินที่รับเงินอ่ะเยอะ พอมีสถาบันเราก็จะได้บ่มเพาะแต่สิ่งที่ดีในฐานะการเป็นผู้ตัดสินให้น้องๆผ่านกันรุ่นต่อรุ่นซึ่งสุดท้ายมันก็จะไปจบที่วงการฟุตบอลเรามีมาตรฐานครบทุกด้าน”

icon Spectrum Digital Magazine

ย้อนไปพูดถึงทัวร์นาเม้นท์โอลิมปิกเกมส์กันบ้างดีกว่า

“ทัวร์นาเม้นท์โอลิมปิกสำหรับป๋ามันเป็นการตัดสินทัวร์นาเม้นท์ใหญ่นะ และทีมที่ไปแข่งก็จะเป็นทีมอายุน้อย ถามป๋าก็ต้องบอกว่าพอนึกถึงโอลิมปิก ก็มักจะต้องบอกเสมอว่าภูมิใจนะเพราะในโอลิมปิกป๋าได้ลงตัดสินเกมส์สำคัญถึงสี่แมตช์ก็เป่ามาพร้อมๆ กับปีแอร์ลุยจี กอลลีนา ซึ่งเป็นกรรมการที่ใครหลายคนจำกันได้”

icon Spectrum Digital Magazine

ผ่านการคัดเลือกยังไงในยุคนั่น

“ต้องเล่าย้อนกลับไปตอนที่ป๋าเป็นผู้ตัดสินระดับนานาชาติได้ 6 ปี ช่วงนั้นก็ไต่เต้า มาเรื่อยๆ จนทางฟีฟ่าไว้วางใจ จนมีโอกาสไปตัดสินฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก ตอนนั้นก็งงเราไม่เคยตัดสินบอลหญิงไงแต่ฟีฟ่าก็ให้ไป แต่ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ป๋าสร้างผลงานให้ทางฟีฟ่าเห็นแล้วก็เก็บคะแนนมาเรื่อยๆ ซึ่งกรรมการเองเวลาจะได้รับเลือกตัดสินทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ๆ จะต้องมีคณะกรรมการคอยตามประเมินทุกนัดเพื่อจัดแรงกิ้งเพื่อแคนดิเดทหากรรมการไปตัดสินในทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ๆ ซึ่งฟอร์มการตัดสินต้องคงเว้นคงวา จากนั้นทางฟีฟ่าเขาก็จะให้เราตัดสินทัวร์นาเม้นท์นานาชาติเพื่อดูว่าเราทันเกมส์ยุโรปไหม ถ้าอย่างโอลิมปิกก็ต้องเก็บคะแนนกันถึง 3 ปี เลย ฉะนั้นเราต้องตัดสินให้คงเส้นคงวาตลอดในทัวร์นาเม้นท์ที่ได้รับมอบหมาย  ซึ่งถ้าเราผิดพลาดบ่อยเราเองก็จะถูกตัดชื่อออก และด้วยอะไรไม่รู้ทางฟีฟ่าเขาก็ชอบสไตล์การตัดสินแบบป๋าผลสุดท้ายก็ได้รับโควต้าไปตัดสินโอลิมปิก ปีนั้นกรรมการฟุตบอลโอลิมปิกมีเอเชีย 2 คน และผมก็ได้ตัดสินถึง 4 แมทช์”

 icon Spectrum Digital Magazine icon Spectrum Digital Magazine

ฟังดูก็เหมือนไม่ยากจะไปตัดสินในกีฬาโอลิมปิก

“โห้ย! (เสียงสูง) มันยากนะเหนื่อยมากด้วย คือการที่จะตัดสินทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ๆ เราต้องฝึกฝนตัวเองไม่ต่างกันเรื่องความฟิตนี่ต้องมาอันดับหนึ่งเลยเพราะ แมทช์หนึ่งเราต้องวิ่งทั้งเกมส์ วิ่งนัดละ 30 กว่ากิโลเมตรเลยนะคุณ คือป๋าซ้อมหนักมากและด้วยความที่เป็นครูพละต้อนสอนเรื่องสมรรถภาพก็ต้องฟิตอยู่ตลอดเวลาคือเด็กมาเรียนกับเราไม่มีทางได้กินเราวิ่งทดสอบสมรรถภาพนี้ไม่ได้กินป๋า คือป๋าจะตื่นมาซ้อมทุกเช้าเลยเช้า 3 ชั่วโมง ตกเย็นก็ซ้อมอีกก็ทำหมดเลย วิ่ง ดึงข้อ ซิทอัพ กระโดดเชือก ฝึกการ สปรินต์แล้วเป่านกหวีด

จากนั่นก็ซ้อมเป่านกหวีดกลางสนาม คนจะว่าเราบ้าแต่จริงๆ เราฝึกปอด เพราะเวลาตัดสินถ้าเหนื่อยหรือไม่ฟิตแล้วนิ ร่างกายจะไปหมดนะทำให้การตัดสินใจช้าลงไม่ทันเกมส์ ซึ่งเป็นผลทำให้ตัดสินพลาดและเกิดปัญหาตามมา แล้วอีกอย่างที่สำคัญเลยคือผู้ตัดสินส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เรื่องภาษา ป๋านี้แรกๆ ก็ไม่ได้หรอกภาษา เรียนสอบคะแนนเต็ม 100 ป๋าได้แค่ 7 เอง (หัวเราะ) แต่ที่ทำให้ต้องเรียนรู้เพราะด้วยความที่เคยเป็นนักกีฬาทีมชาติก็ออกไปต่างประเทศบ่อย ก็ได้ไทยคำภาษาอังกฤษคำก็สื่อสารกับชาวต่างชาติไม่ได้ เลยรู้สึกอายก็ตัดสินใจเรียนรู้ด้วยตัวเองตั่งแต่ต้นเลย จนสามารถเป็นวิทยากรไปบรรยายที่ต่างประเทศได้เป็น 10 ปี นั่งพูดให้ฝรั่งฟัง นั่นเพราะป๋าอยากเอาชนะขีดความสามารถของตัวเอง นี้แค่สองข้อนี้ก็ยากแล้ว แต่ยังมีเรื่องอื่นอีกนะคือคนที่จะเป็นกรรมการฟุตบอลทัวร์นาเม้นท์โอลิมปิกเกมส์ต้องมีความรับผิดชอบตัวเองสูงมากนะ”

icon Spectrum Digital Magazine

  รายได้ดีไหมถ้าได้เป็นผู้ตัดสินนานาชาติ

“ถ้าตัดสินบอลอย่างโอลิมปิกเกมส์หรือบอลโลกก็เป็นล้านนะ คือมีรายได้รวมๆ กันเยอะทีเดียว เพราะมีโบนัท มีค่าตัดสิน มีค่าเบี้ยเลี้ยงรายวัน คืออย่างถ้าผมออกไปแต่ละทัวร์นาเม้นท์ไม่ต้องรายการใหญ่นะ ก็ได้เป็นแสนแล้วยกตัวอย่างเอเชี่ยนคัพได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 6,000 บาทแล้วนะนี้แค่ค่าเบี้ยเลี้ยงป๋าอยู่เดือนหนึ่งก็เท่าไรแล้ว คุณลองคูณดูสิ  (180,000 บาท) คือเป็นผู้ตัดสินถ้าอยู่ระดับป๋าก็ได้ค่าตอบแทนคุ้มกับที่เหนื่อยมากเลยนะ สมัยนี้ยิ่งได้มากกว่าเดิมอีก”

มากพอที่จะทำให้ไม่รับสินบน

“สำหรับป๋าถามว่ามากไหมมันอาจจะไม่มากเท่าที่มีคนอื่นจะให้เงินเราโกง แต่เงินที่หามาได้แบบบริสุทธิ์ก็เพียงพอแล้ว ทำให้เรามีความสุขได้แล้ว ป๋าเลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปรับเงินจากใคร ป๋าตัดสินเมื่อก่อนเจอประจำมาเคาะหน้าห้องเลยก็มี ว่าเราจะเอาเงินเท่าไรเรารีบปิดประตูใส่เลย ซึ่งมันสำคัญต่อวิชาชีพ เรื่องแบบนี้เราไปบอกให้ใครทำตามไม่ได้หรอกนะ แต่สำหรับป๋าถ้าใจเราไม่บริสุทธิ์แล้ว ลงไปเป่า เกมส์มันก็เพี้ยนไปหมด”

icon Spectrum Digital Magazine

ระหว่างทัวร์นาเม้นท์โอลิมปิกเกมส์กับบอลโลกทัวร์นาเม้นท์ไหนตัดสินยากกว่ากันในมุมมองของป๋า

           “ระหว่างบอลโลกกับบอลโอลิมปิกอย่างหลังตัดสินยากกว่านะ เพราะบอลโอลิมปิกก็จะมีแต่นักเตะวัยรุ่นแรงดีๆ วิ่งไม่หยุดให้เราวิ่งตามจนเหนื่อยและพวกนี้พร้อมที่จะมีเรื่องตลอดเวลาถ้าเกมส์รุนแรง ซึ่งต่างจากบอลโลกที่นักเตะส่วนใหญ่จะโชว์เรื่องของแทคติกการเล่นตุ๊กติ๊กในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไอ้อย่างหลังมันต้องอาศัยประสบการณ์ อย่างป๋าเมื่อก่อนนะวีดีโอที่บ้านนี้เสียหมด นั่งเปิดดูฟุตบอลวนอยู่นั่นแหละว่านักเตะมันใช้แทคติกอะไร หรือดูแม้แต่ว่าเราต้องวิ่งไปจุดไหนในสนามให้ทันเกมส์ ซึ่งถ้าบอลโลกแบบนี้สบาย แต่ถ้าเจอบอลโอลิมปิกที่วิ่งกันตลอดเวลาละก็พร้อมที่จะขึ้นตลอดเวลา แบบจะมีเรื่องกันรอสอยกันตลอดถ้าเราคุมเกมส์ไม่อยู่จบเลยนะ แต่อย่างที่บอกแหละสิ่งสำคัญคือเราต้องฟิตต้องมีแรง”

 icon Spectrum Digital Magazine

ทำไมในยุคนี้ยังไม่มีคนที่ไปถึงจุดที่ป๋าเคยยืนอยู่ได้

 “ผมไม่รู้นะ แต่ถ้าไม่มีสภาบันผู้ตัดสินผมว่าผมก็ยังอยู่เป็นตำนานไปอีกนาน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะกรรมการคนอื่นไม่พยายามมากขึ้นอีกหน่อย อย่างพยายามวิ่งไปอยู่ให้ตรงจุด พยายามโชว์จุดแข็งของตัวเองให้เห็น หารูปแบบการตัดสินของตัวเองให้เจอ เพราะผู้ตัดสินระดับนานาชาติต้องแข่งขันกันสูง และต้องใช้ระยะเวลาพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งผู้ตัดสินในเมืองไทยส่วนใหญ่มักจะอายุเกิน 45 ปี ตามกฎของฟีฟ่า ซึ่งการจะไปถึงจุดที่ป๋ายืน ผู้ตัดสินต้องรู้ตัวเองตั้งแต่อายุน้อยๆ ไง ป๋าถึงได้ผลักดันให้เกิดสภาบันผู้ตัดสินอย่างที่เล่ามา”

icon Spectrum Digital Magazine icon Spectrum Digital Magazine

จำได้แม่นว่าสมัยป๋าเป็นผู้ตัดสิน ยิ้มเก่งมาก ไม่กลัวนักฟุตบอลไม่เกรงใจ

“หลังจากที่ป๋าตัดสินบอลโลกปี 98 จบ กรรมการทุกคนยิ้มแบบป๋าหมดเลยนะ เพราะอะไร เวลาที่ป๋าตัดสินภาพมันออกไปทั่วโลกแล้วทางฟีฟ่าก็เอาวีดีโอของป๋าไปใช้ในการสอนผู้ตัดสินใช้เป็นต้นแบบเลยนะ เพราะทางฟีฟ่าบอกว่าผู้เล่นไม่ใช่โจรที่จะต้องตีหน้ายักษ์ใส่ ในสนามก็พี่น้องกันทั้งนั่น คุณผิดกติกาก็ต้องเป่า เราไม่ได้ตัดสินด้วยอารมณ์ของตัวเองไงซึ่งมันทำให้เวลาเราลงสนามไปตัดสิน เราก็ไม่เครียดด้วยไม่ใช่ต้องเข้มให้นักเตะกลัวแล้วทำให้เกมส์การแข่งขันเครียด ซึ่งจริงๆ ในการทำหน้าที่ผู้ตัดสินมันละเอียดอ่อนมาก ถึงบอกไงว่าประสบการณ์สำคัญมากๆ

icon Spectrum Digital Magazine

เคยตัดสินในสนามฟุตบอลที่มีคนดู 60,000 คน คิดว่าลงสนามตัดสินนัดไหนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

            “คงเป็นทัวร์นาเม้นท์คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ คู่ ออสเตเรีย-บราซิล เพราะถือเป็นนัดที่สำคัญมากในชีวิต เป็นเกียรติประวัติเลยก็ว่าได้เพราะสำหรับป๋ารายการนี้ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว”

 

ป๋าพูดสั้นๆ ไว้เท่านั้นเองสำหรับการลงทำหน้าที่ในฐานะเชิ้ตดำ เพราะสิ่งที่ป๋าอยากบอกเล่าให้ผู้คนจดจำมากกว่า คือเรื่องของความมุ่งมั่นต่ออาชีพของตัวเอง…