“Salaryman” ยอดมนุษย์เงินเดือน

ชีวิตของเขาเริ่มจากเป็นเด็กเรียนดีห้องคิงจากรั้วอัสสัมชัญก่อนจะคว้าทุนไปเรียนที่ญี่ปุ่น และชีวิตหนุ่มของเขาก็เริ่มต้นจากตรงนั้น หนุ่มที่เราพูดถึงชื่อ บูม-ภัทรพล เหลือบุญชู ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายการตลาด เจ้าของเพจ  “JapanSalaryman” แหล่งรวบรวมแง่คิดดีๆ ของ “มนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่น” ที่แอบผสมเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจในประเทศญี่ปุ่น ลงไป ซึ่งมันเกิดมาจากประสบการณ์ที่เขาได้ไปเรียนและทำงานที่นั่นอยู่หลายปี

_top1230ข้อเขียนของเจ้าตัวถือว่าเฉียบขาดและแปลกใหม่ ไม่นานสำนักพิมพ์มติชนจึงได้ชวนให้เขารวมเล่มตีพิมพ์ในชื่อเดียวกันกับชื่อแฟนเพจ ซึ่งเวลานี้เล่มที่ 2 ก็ใกล้จะคลอดเต็มที ซึ่งเรื่องราวที่เล่ามาทำให้วันนี้เมื่อต้องทำธีมเล่มออฟฟิศ หนุ่มบูมจึงเป็นเบอร์แรกที่อยากจะนั่งสนทนาด้วยเพราะเจ้าตัวเคยเป็น “มนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่น” อาชีพที่ว่ากันว่าโคตรจะเครียดและมีระเบียบสุดติ่ง ทว่าอีกด้านหนึ่งพนักงานออฟฟิศก็เป็นอาชีพที่คนญี่ปุ่นพยายามไขว่คว้าที่สุด เพราะถือเป็นเกียรติประวัติของวงตระกูลเลยก็ว่าได้  วันนี้เราเลยอยากชวนมานั่งฟังวิธีคิดของคนที่เป็นยอดมนุษย์เงินเดือน… 

คำถามแรกเลยอยากรู้จังว่ามนุษย์เงินเดือนที่ญี่ปุ่นเป็นกันยากขนาดไหน

“คือถ้าเป็นบ้านเราเวลาจะหางานต้องรอให้เรียนจบก่อนใช่ไหม แต่ที่ญี่ปุ่นจะหางานกันตั้งแต่เรียนอยู่ปี 3 ละ ในมหาวิทยาลัยก็จะมีบริษัทมาอธิบายแล้วให้เราเข้าไปอบรม อย่างตอนผมเรียนก็มีบริษัท 300 กว่าแห่ง  ถ้าเราอยากหางานก็ต้องเข้าไปนั่งฟังว่าบริษัทนั้นมีอะไรบ้างแล้วก็สมัครงาน ซึ่งมันมีเพื่อนผมสมัครไป 70 บริษัทไม่ได้ก็มีนะ อย่างผมเองส่งใบสมัครไป 30 บริษัท ก็มีเรียกเข้ากว่าครึ่งแต่ก็หลุดบ่อยมาก ซึ่งบางบริษัทสมัครเข้าไปหมื่นคนเอาแค่ 100 คน เอง


“คือมันก็ยากมาก ถ้าเป็นบริษัทของคนญี่ปุ่นจริงๆ ก็ยิ่งยากกว่าอีกเป็นเท่าตัว แล้วสเต็ปการสมัครงานก็หลายขั้นตอนมาก คือญี่ปุ่นเวลาส่งใบสมัครต้องเขียนเป็นตัวอักษรขนาดเอสาม ผ่านอันนี้ก็ไปสอบวัดทักษะตามเกณฑ์บริษัทไม่ผ่านก็ตก ต่อจากนั้นก็ไปสัมภาษณ์ พอผ่านแล้วจะได้ไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งก็ยังมีสิทธิ์ที่จะไม่ได้งานนะ ซึ่งผมว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงชีวิตที่หนักที่สุดของคนญี่ปุ่น เพราะหากได้งานดีคือทั้งชีวิตจะดี แต่ถ้าได้ไม่ดีทั้งชีวิตก็แย่ได้เลย คือเรียกได้ว่าการหางานเป็นมนุษย์เงินเดือนได้ถือเป็นเส้นชัยชีวิตของคนที่นั่นเลยก็ว่าได้นะ”

_top1220_top1225ทำไมคนญี่ปุ่นถึงโหยหาการเป็นมนุษย์เงินเดือน
“ในยุคที่ญี่ปุ่นชัดเจนในเรื่องของอุตสาหกรรม กลไกลที่สำคัญที่สุดคือมนุษย์เงินเดือนที่จะมาสร้างความเจริญให้กับประเทศ คือเป็นเหมือนอาชีพที่พัฒนาประเทศก็ว่าได้ในยุคก่อน ซึ่งมันก็มีความเชื่อแบบนั้นต่อๆ กันมาเรื่อยๆ มองได้ว่ามนุษย์เงินเดือน ถือเป็นบุคลากรสำคัญที่พัฒนาประเทศมานาน แล้วมันจึงเป็นความเชื่อที่ว่าถ้าเป็นหนุ่มออฟฟิศได้ คนญี่ปุ่นเขาถือเป็นศักดิ์ศรีของวงตระกูลเลยนะ อยู่เป็นมนุษย์เงินเดือนไปทำงานแล้วตำแหน่งก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ครอบครัวก็จะได้ดีมันเป็นแบบนั้น คือคนญี่ปุ่นเวลาเลือกเดินเส้นทางไหนก็จะเลือกเส้นทางเดียวไปตลอดชีวิต ทำงานที่บริษัทไหนก็จะทำไปจนเกษียณ ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตัวเองไปให้ดีที่สุด คือเขาจะมุ่งมั่นมากเพื่อความก้าวหน้า ซึ่งบางทีหากใครถูกไล่ออกหรือย้ายบริษัทหรือทำงานสองอย่าง คนที่นั่นเขาก็จะถือเป็นเรื่องแย่เลยนะ แล้วสิ่งสำคัญคือมนุษย์เงินเดือนที่นั่นสวัสดิการดีมาก พูดได้ว่ามั่นคงที่สุดแล้วในประเทศญี่ปุ่น

สวัสดิการที่ญี่ปุ่นกับบ้านเรามันต่างกันเยอะไหม ผมถาม
“คืออย่างบ้านเราถ้าป่วยก็ต้องใช้ประกันสังคมเน้อ ที่ญี่ปุ่นก็มีเหมือนกันแต่ประกันสังคมของเขาคือทุกคนเท่าเทียมกันหมดได้รับการรักษาที่ดีไม่มีการแบ่งชั้นว่าต้องแยกไปในการใช้บริการที่แย่กว่า ส่วนเรื่องของตรวจสุขภาพก็มีทุกปีแต่ผมรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นเขาตรวจละเอียดมากมีความเป็นระบบระเบียบ มีการช่วยเหลือเรื่องที่พักซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่บริษัท อย่างของผมที่ทำงานอยู่โตเกียวค่าครองชีพสูงมากบริษัทก็จะช่วยเรื่องที่พัก ตรงนี้ช่วยลดภาระไปได้เยอะมาก อย่างการเดินทางก็สนับสนุนค่าเดินทาง ถือว่าถ้าใครได้เป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องรอบตัว คือทางบริษัทจะช่วยสนับสนุนเรื่องต่างๆ ให้เราได้มุ่งมั่นและโฟกัสกับงานอย่างเดียว อย่างไปดื่มก็ใช้เงินบริษัทเลี้ยงลูกค้าได้เพราะเขาเห็นว่านี้คือผลกำไรในอนาคต”

_top1269

_top1272

พูดถึงเรื่องการไปสังสรรค์ของคนทำงานออฟฟิศที่โน้น ว่ากันว่าถ้าไม่ไปดื่มกินกับเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านาย ถึงขนาดกลับบ้านไปต้องโดนเมียด่า
“มันก็จริงนะครับ (หัวเราะ) เพราะเวลาทำงานทุกคนก็จะจริงจังไม่ได้มีเวลามานั่งคุยกับเพื่อนร่วมงานในเชิงทำความรู้จักจะไม่มี ซึ่งมันทำให้เวลาจะทำความรู้จักกันกับเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายก็จะเป็นเวลาที่ไปดื่มกัน หรือแม้แต่เวลาไปคุยงานกับลูกค้าเวลาที่ดีที่สุดก็คือช่วงที่สังสรรค์กัน ซึ่งถ้าใครพลาดเรื่องนี้ไปในอนาคตจะทำงานลำบากเพราะเป็นเรื่องของคอนเนคชั่น ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเข้ามาทำงานใหม่ๆ มีรุ่นพี่มาชวนถ้าเราไม่ไปก็จะถูกมองว่าเราไม่เอาสังคม ก็จะไม่ถูกชวนไปอีกเลย แล้วมันจะส่งผลในเรื่องของความก้าวหน้าในตำแหน่ง อย่างผมเองก็ไม่เคยปฏิเสธใครเลยนะ เคยแบบทำงาน 5 วันดื่ม 4 วัน ประจำ” (ยิ้มอ่อน)

การทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในญี่ปุ่นสอนอะไรคุณ
“ผมว่ามันเป็นเรื่องการสร้างแนวคิดนะที่ได้ทางที่นี่ คือเขาจะมีระเบียบและละเอียดอ่อนมากกับทุกเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นการให้นามบัตร คือคนญี่ปุ่นเขาจะพกนามบัตรตลอดเวลา เพราะการให้นามบัตรคือการสร้างคอนเนคชั่นและบ่งบอกถึงหน้าตาของตัวเอง เพราะว่าญี่ปุ่นเขาไม่แลกเฟสบุ๊คกัน อย่างเวลาจะยื่นนามบัตรก็มีวิธีคือต้องจับนามบัตรสองมือแล้วอย่าเอามือบังชื่อเรา เวลามอบให้ก็จับขอบขาว คือมันมีความละเอียดอะไรแบบนี้เยอะไง มันเป็นความละเอียดที่ทำให้เรา มีบุคลิกการพูดจาที่ดี ซึ่งมันสามารถเอามาปรับใช้ได้เมื่อผมมาทำงานอยู่ที่เมืองไทย”

_top1279

มาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของ JapanSalaryman กันบ้าง
“คือมันเกิดจากความเครียดในการทำงานที่ญี่ปุ่น (หัวเราะ) เราเลยอยากหาที่ระบาย คือเราเองพอมาทำงานมันก็เหนื่อย ไม่อยากออกไปไหน ก็เลยอยากระบายเรื่องการทำงานในญี่ปุ่นลงในเฟสบุ๊ค พอเราเขียนลงเฟสเรา เอ่อมันก็มีคนชอบเยอะเลยตัดสินใจทำเพจ คือคนไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้ไง อย่างเช่นว่าทำไมคนญี่ปุ่นเขาพักกินข้าวกันเร็วมากรีบกินสิบนาทีเสร็จ แล้วรีบกลับไปทำงานต่อ คือเราก็หยิบเรื่องพวกนี้มาเขียน คนก็เริ่มติดตามกันมาจากนั้นเรื่อยๆ  แล้วเราก็ไม่ได้เขียนแต่เรื่องการทำงาน บางทีเรื่อง 18+ ผมก็เอามาเขียน เรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานก็เอามาเขียน ก็หลากหลายเรื่องที่เขียนเราก็เขียนทุกวันนะ คือคนก็จะสนใจเรื่องอะไรแบบนี้ในญี่ปุ่นกันเยอะ”

ลองยกตัวอย่างที่เคยเขียนมาสักเรื่อง
“เอาเรื่องนี้ละกันพ่อญี่ปุ่นที่สอนลูกสาวหัวดื้อดื่มเหล้า คือผู้หญิงญี่ปุ่นเขาก็จะดื่มกันเป็นปกติ เพราะว่าเป็นการเข้าสังคม แต่พอไปเมามากๆ มันก็ไม่ปลอดภัย พ่อญี่ปุ่นคนนี้เขาเลยอยากสอนลูกดื่มเหล้าก็เลยชวนลูกไปนั่งดื่มเหล้ากัน แล้วลูกสาวก็กินเหล้าจนหมดสติไปเลยพ่อก็พากลับบ้าน แล้ววันต่อมาพ่อก็ส่งข้อความหาลูกสาวว่าเมื่อคืนลูกเมามาก ลูกดื่มวิสกี้ไปเท่านี้ๆ ดื่มเบียร์ไปเท่านี้ๆ ฉะนั้นเมื่อครั้งต่อไปหากดื่มนี้คือลิมิตที่ลูกสามารถดื่มได้ เราก็เอาเรื่องแบบนี้มาเล่า แล้วมันเข้ากับสังคมไทยด้วยที่พ่อแม่จะห้ามลูกสาวดื่ม คนก็แชร์กันเยอะจนมีคนเข้ามากดไลค์แฟนเพจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราก็ดีใจนะที่คนสนใจ แล้วต่อมาสิ่งที่เราเขียนก็กลายเป็นหนังสือ แล้วพอวางขายก็ได้เบสเซลเลอร์อันดับหนึ่งของที่คิโนะคุนิยะ”

_top1213

_top1180สุดท้ายฝากถึงหนุ่มๆ ออฟฟิศที่ท้อถอยในการทำงานหน่อย
“คือบ้านเราเขาจะส่งเสริมกับการออกจากงานประจำไปทำสิ่งที่ตัวเองรัก ผมมองในแง่ของคนญี่ปุ่นนะว่า พวกเขาจะรักการทำงานประจำมากๆ เขาจะมุ่งมั่นทุ่มเทกับงานประจำอย่างเดียว ซึ่งตรงนี้เราเอามาปรับใช้ได้ในชีวิตการทำงาน ผมว่าเราควรมุ่งมั่นกับงานที่เราทำ พัฒนาทักษะไปให้สุด แล้วดูว่าสกิลอะไรที่จะส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จ หามันให้เจอแล้วก็มุ่งมั่นฝึกฝน นำสิ่งนั้นมาเป็นจุดแข็งของเราในการเป็นมนุษย์เงินเดือน จากนั้นเมื่อเราเหลือเวลาว่างก็ลองเปลี่ยนทำในสิ่งที่ชอบสิ่งที่เรารัก ถ้าทำมันได้ดีสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองมากกว่างานประจำแล้ว ค่อยออกจากงานประจำก็ได้ เพราะผมว่ามันน่าจะมีความสุขมากกว่า การที่เราออกจากงานประจำมาแล้วไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่เรารักหรืองานไม่ประจำมันทำเงินให้เราได้หรือเปล่า ถึงตอนนั้นค่อยออกจากงานประจำก็ไม่สาย”
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมกับมุมมองดีๆ ของมนุษย์เงินเดือนได้ที่แฟนเพจ ด้านล่าง

facebook.com/JapanSalaryman