Jose Mourinho : The Special One Returns

Writer Football Vintage

“ในวงการฟุตบอล …. ผมไม่มีเพื่อนมากนักหรอก” คำกล่าวของโชเซ่ มูรินโญ่ บุรุษที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายบนเส้นทางลูกหนัง จากจอมอหังการต่อการไขว่คว้าเกียรติยศ จนถึงผู้โดดเดี่ยว  ที่โดนรุมเล่นงานจากความเกลียดชัง  เขาสร้างรอยเท้าของตัวเอง ที่เหยียบย่ำไปบนความสำเร็จ ที่น้อยคนจะสามารถทำได้ ด้วยศาสตร์ 3 ข้ออย่าง “จิตวิทยา”, “การสื่อสาร” และ “การต่อสู้” ซึ่งทั้งหมดเขาหล่อหลอมมันมาอย่างเป็นขั้นตอน

mourinho-01ตั้งแต่ลืมตาดูโลกที่เซตูบัล, เมืองชายฝั่งของประเทศโปรตุเกส มูรินโญ่ ก็เติบโตมากับทะเลสีคราม และโลกของ “ฟุตบอล” คุณพ่อของเขาเป็นอดีตผู้รักษาประตูของวิคตอเรีย เซตูบัล และกุนซือของหลายสโมสรในดินแดนฝอยทอง เขาเป็นเด็กเฉลียวฉลาด สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆได้อย่างรวดเร็ว หลังจากเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา  จากมหาวิทยาลัยในกรุงลิสบอน งานชิ้นแรกที่ทำคือการเป็น “คุณครู” ที่มาพร้อมกับการเรียนรู้ศาสตร์แห่ง “จิตวิทยา”

mourinho-04

สิ่งที่ทำให้หลายคนแปลกใจคือ การที่เขาเลือกสอนเด็กพิเศษอย่าง “ดาวน์ซินโดรม” และเด็กที่มีอาการผิดปกติทางจิตในรูปแบบต่างๆ  ปรัชญาการทำงานของเขาคือ มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียม และต้องการความเข้าใจเหมือนกัน เขาเล่าว่า “มันเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ผมไม่มีความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ ทว่าผมทำมันสำเร็จ ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว นั่นคือความสัมพันธ์กับพวกเขา ผมสร้างปาฏิหาริย์เล็กๆน้อยๆ ทั้งความรัก, การสัมผัส และการดูแลเอาใจใส่ เด็กทุกคนล้วนมีปัญหาแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือความเห็นอกเห็นใจ”

mourinho-05

สิ่งเหล่านั้น ถูกนำมาต่อยอดในวงการลูกหนัง มูรินโญ่ ตัดสินใจแขวนสตั๊ดอย่างรวดเร็ว ด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น เพราะรู้ดีว่า มีความท้าทายบทใหม่ รออยู่ที่อีกฟากของสนามหญ้า  เขาไต่เต้าจากการเป็นล่ามแปลภาษา คอยช่วยเหลือเซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน บรมกุนซือผู้ล่วงลับชาวอังกฤษ ติดสอยห้อยตามไปทั้งที่สปอร์ติ้ง ลิสบอน, เอฟซี ปอร์โต้ และบาร์เซโลน่า เก็บเกี่ยวศาสตร์แห่งการ “สื่อสาร” เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ดี ประสบการณ์จากการเป็นล่าม ส่งผลให้เขาสามารถสื่อสารได้ 6 ภาษา ทั้งโปรตุกีส, สแปนิช, อิตาเลี่ยน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และคาตาลัน

mourinho-02

เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ไม่เห็นมูรินโญ่ เป็นเพียงนักแปลภาษา ที่ทำงานไปวันๆ แต่กลับมอบโอกาส ด้วยการปล่อยให้ลองคุมทีมในช่วงฝึกซ้อม และกำหนดแท็คติคด้วยตัวเอง กระทั่งปี 2000 เขาปีกแข็งพอที่จะออกโบยบินไปตามเส้นทางผู้จัดการทีม ด้วยการรับงานกุมบังเหียนเบนฟิก้า ทีมที่ประสบความสำเร็จมากสุดในบ้านเกิด ก่อนพัฒนามาคุมทีมระดับโลกทั้งเอฟซี ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และล่าสุดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กวาดแชมป์ให้สโมสรเหล่านั้นไปแล้ว 22 โทรฟี่

เส้นทางการคุมทีมของมูรินโญ่ ก็เหมือนกับ “ถนนสายหนึ่ง” ที่ทอดยาวสู่ความสำเร็จ ทว่าระหว่างทาง เขาก็โดนเล่นงานจากนักข่าวที่ใช้ปลายปากกาทิ่มแทง, คนใกล้ตัวที่หักหลังเพื่อชิงอำนาจ, สโมสรตรงข้ามที่เล่นงานด้วยจิตวิทยา และบรรดาแฟนบอลที่ฟาดฟันด้วยอคติ เขาสามารถผ่านมาได้เสมอ  จากความเจ็บปวดวัยเด็กที่ฝังใจ กับการที่คุณพ่อโดนไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมผ่านสายโทรศัพท์ในช่วงวันคริสต์มาส ทำลายบรรยากาศความสุขภายในครอบครัวจนหมดสิ้น นั่นคือสิ่งที่เขาเตือนใจตัวเองเสมอว่า โลกของฟุตบอลมีความโหดร้ายแอบซ่อนอยู่เช่นเดียวกัน และหนทางที่จะเอาตัวรอดได้นั้น คือการเป็น “นักสู้” นั่นเอง

mourinho-03

“โลกของฟุตบอล ผมยังไม่แก่เกินไป ยังคงเหลือเวลาอีกราว 20 ปีในเส้นทางผู้จัดการทีม ไม่มีอะไรทำให้ผมเกรงกลัว หรือรู้สึกหวาดหวั่น ผมไม่เคยสะดุ้งตื่นมากลางดึก พร้อมกับเป็นกังวลเรื่องผู้เล่นบาดเจ็บ หรือห่วงเรื่องแท็คติคในการแข่งขัน สิ่งที่ผมทำคือสวดอธิษฐานให้กับครอบครัว, ภรรยา และลูกๆจงมีแต่ความสุข ผมไม่เคยเข้าโบสถ์ เพื่อวิงวอนเรื่องของฟุตบอลเลย” ..

////////////////////////

Final Whistle

ancelotti-03@ Ancelotti & Carrot ___ “ผู้จัดการทีม”คือหนึ่งในอาชีพที่โดดเดี่ยว การประสบความสำเร็จจะทำให้ถูกหลายคนรุมล้อม หากผลงานไม่เป็นดั่งใจหวัง นี่คือคนแรกที่ต้องเดินจากไปอย่างเดียวดาย, คาร์โล อันเชล็อตติ คือกุนซือที่ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาแล้ว เขามีปรัชญาการทำงานที่น่าสนใจคือ “ถ้าม้าปฏิเสธที่จะกระโดด คุณมีสองทางเลือกให้มันทำตาม หนึ่งคือใช้แส้ฟาด สองคือใช้แครอท โดยทั้งสองวิธีได้ผลเหมือนกัน แต่ความรู้สึกของสิ่งที่เราควบคุม แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” เขาเล่าต่อว่า “การเป็นผู้จัดการทีม ทำให้มีอำนาจมหาศาล ผมสามารถสั่งการให้ลูกทีมลงฝึกซ้อมตั้งแต่ 6 โมงเช้า หรือดึกดื่นตอน 5 ทุ่มก็ได้ แต่การทำทีมของผมไม่ใช่การออกกฏเกณฑ์ข้อบังคับ ผมชอบโน้มน้าวใจผู้เล่น และนั่นต้องใช้เวลา ผมไม่ผิดหวังมากนัก เมื่อผลการแข่งขันไม่เป็นดั่งใจ และไม่มีความสุขมากมาย เมื่อผลการแข่งขันออกมาดี ผมรู้สึกว่า ไม่เคยต้องแบกความกดดันไว้บนบ่าทั้งสองข้าง เพราะผมรักงานนี้ ความกดดันกับอาชีพกุนซือเป็นเรื่องธรรมดา”

klopp-03@ Klopp & Father ___ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถูกเพาะบ่มเรื่องความเด็ดเดี่ยวมาจากคุณพ่อ  ผ่านเรื่องราวของ “กีฬา” ทั้งสองชวนกันไปทำกิจกรรมตลอดทั้งปี ทั้งการเล่นสกีในฤดูหนาว, เทนนิสในหน้าร้อน และฟุตบอลในทุกช่วงเวลา คุณพ่อคอยลูกชายคนนี้ให้รู้จักกับการแก้ปัญหาเพียงลำพัง และเรียนรู้วิธีตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้น จากการดวลเทนนิสในแต่ละครั้ง คุณพ่อมักชนะด้วยสกอร์ 6-0 และ 6-0 บ่อยครั้งที่คล็อปป์ ตะโกนบอกว่า พ่อคิดว่าผมสนุกกับมันหรอ ? ก่อนที่พ่อจะคำรามกลับมาว่า แล้วแกคิดว่าข้าสนุกหรือไง (ที่ชนะลูกชายแบบง่ายๆ) ? คล็อปป์ เล่าให้ฟังว่า “คุณพ่อของผมเป็นคนประเภทไร้ความปราณี เมื่อเราออกไปเล่นสกีด้วยกัน ผมไม่เคยไล่ตามทันเลย ท่านไม่เคยรอผม และไม่สนใจว่าผมเพิ่งหัดเล่น เพราะท่านอยากให้ผมเป็นนักสกีที่สมบูรณ์แบบ” แ