Winning Eleven : สงครามลูกหนังแห่งมิตรภาพ

Writer Football Vintage

“วินนิ่งมั้ยสาด!” คนทั่วไปอาจมองว่าประโยคข้างต้น เป็นการท้าทาย, ความอวดดี หรือปั่นประสาท แต่สำหรับเด็กผู้ชายที่เติบโตมาในช่วงยุค’90 คาบเกี่ยวกับยุคสมัยแห่งมิลเลนเนี่ยม นี่คือคำชักชวนระหว่างบรรดาผองเพื่อน ให้มาเก็บเกี่ยวความสุข กับเกมฟุตบอลที่คลาสสิคสุดเกมหนึ่งของโลก …. ย้อนกลับไปปี 1996 “ชินโงะ ทากาซึกะ” ฟันเฟืองแห่งบริษัทเกมชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น “โคนามิ” ปักหมุดประวัติศาสตร์ ด้วยการวางจำหน่าย “เวิล์ด ซอคเกอร์ วินนิ่ง อีเลฟเว่น” ผ่านเครื่องเล่นยอดนิยม “เพลย์ สเตชั่น 1”  จนเด็กๆแดนอาทิตย์อุทัย ต่างคว้าจอยบังคับ มาฟาดฟันอย่างสนุกสนานjon-kabiraมนต์เสน่ห์ที่หลายคนหลงใหล “วินนิ่ง อีเลฟเว่น” ก็คือเสียงพากย์ภายในเกม ที่เสริมสร้างความสมจริงมากยิ่งขึ้น ทั้งการลากเสียงตอนยิงประตูได้ หรือการบรรยายเหตุการณ์ระหว่างแข่งขัน ซึ่งบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังเสียงนั้นก็คือ “จอน คาบิระ” ชายจากเขตโอกินาว่า ที่คร่ำหวอดในวงการสื่อของญี่ปุ่น มาเป็นระยะเวลานาน ขณะที่การเล่นก็ไม่ซับซ้อน  เพียงแค่จดจำว่า ปุ่มกากบาทคือส่งลูกเรียด, ปุ่มสี่เหลี่ยมคือยิง, ปุ่มสามเหลี่ยมคือจ่ายทะลุช่อง, ปุ่มวงกลมคือเปิดโด่ง  หรืออยากเพิ่มความเร็วก็กดปุ่มอาร์1 เพียงเท่านี้ เราสามารถบังคับนักเตะระดับโลกด้วยนิ้วมือได้แล้ว


จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลา 20 ปีเต็ม ที่เกมนี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา ท่ามกลางยอดขายหลายสิบล้านชุดทั่วโลก, ภาคต่อหลายสิบภาค, คุณภาพกราฟฟิกที่ดีขึ้น และการเข้าถึงผ่านเครื่องเล่นที่หลากหลายกว่าเดิม สำหรับเด็กไทยหลายคน “วินนิ่ง อีเลฟเว่น” ก็แทรกซึมอยู่ในความทรงจำเช่นเดียวกัน ….. โอกาสนี้ ขอชักชวนเพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่ ไปย้อนประสบการณ์ที่แสนหอมหวาน เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เราไปเปิดตลับ, หยิบแผ่นใส่เครื่อง และกดปุ่มเริ่มเล่นกันเลย

winning-02การเก็บความทรงจำ : อาวุธประจำกายสมัยเรียน นอกจากหนังสือ และอุปกรณ์เครื่องเขียนแล้ว เจ้าวัตถุสี่เหลี่ยมที่เรียกว่า “เมมโมรี่ การ์ด” ต่างติดตัวเราไม่ห่าง ภายในถูกบรรจุจินตนาการ และบรรดานักเตะที่ชื่นชอบเอาไว้อย่างมากมาย ระบบการเล่นแบบ “มาสเตอร์ลีก” ทำให้เราอดตาหลับขับตานอน เพื่อเก็บแต้มมาซื้อแข้งที่เราต้องการมาร่วมทีม

การสร้างตัวเอง : นอกจากการกว้านซื้อนักเตะตามใจต้องการแล้ว โหมดการเล่นแบบ “อีดิท” ทำให้เราสร้างตัวตนของเราเองได้เช่นเดียวกัน ช่วยให้สนุกเพลิดเพลินไปกับการปรับแต่งหน้าตา, ส่วนสูง, น้ำหนัก และสไตล์การแต่งตัวต่างๆ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ คือเรื่องของ “พลังความสามารถ”  ที่เรามักจะให้คะแนนเต็มเสมอ

winning-01การเตรียมตัว : ก่อนที่เราจะไปท้าคนอื่นดวลจอย การฝึกซ้อมถือเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก ตัวเกมจึงใส่โหมด “เทรนนิ่ง” มาให้ด้วย หลายคนหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกท่าหลอกล่อใหม่ๆ, การฝึกลูกฟรีคิก-เตะมุม หรือค้นหาสูตรการเล่นที่ลงตัว

การตั้งกฎ : การต่อกรกับเพื่อนฝูง ย่อมหนีเรื่องของ “กฎกติกา” ที่สร้างขึ้นมาเองไม่ได้ เราจะพบข้อห้ามมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้ามเลือกทีมชาติบราซิล หรือไนจีเรีย ที่ขึ้นชื่อเรื่องของสปีดที่จัดจ้าน เพราะถือเป็นการเอาเปรียบคู่แข่งนั่นเอง ส่วนการเล่นชิ่งแบบ “วัน-ทู” ก็มักถูกห้ามเช่นเดียวกัน

การหักเหลี่ยม-เฉือนคม : แท็คติกนอกสังเวียนต่างๆ ถูกงัดออกมาเป็นกลเม็ดเด็ด ไม่ว่าจะเป็นการบรรจงจัดตัวเป็นระยะเวลานาน เพื่อสร้างความรำคาญให้กับผู้เล่นอีกฝ่าย  เมื่อดำเนินมาถึงช่วงเวลาสำคัญๆในการลุ้นทำประตู การกดปุ่ม “สตาร์ท” เพื่อทำการหยุดเกมชั่วคราว ก็ถือเป็นการทำลายจังหวะของคู่แข่งได้เป็นอย่างดี

winning-03

การรีเพลย์ : เมื่อสามารถทำประตูได้ การกดดูภาพช้า คือสิ่งที่หลายคนเลือกทำ นอกจากการอิ่มเอมกับผลงาน และชื่นชมการยิงประตูสุดสวยแล้ว ยังเป็นการสร้างความหงุดหงิดให้อีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี แถมการรีเพลย์แบบซ้ำไปซ้ำมา และเปลี่ยนมุมมองไปเรื่อยๆ ก็เป็นวิธีที่แสบสันต์ไม่แพ้กัน

การดวลจุดโทษ : เมื่อผลการแข่งขันออกมาเสมอกัน การดวลจุดโทษคือหนทางสุดท้ายในการหาผู้ชนะ การเอาจอยเข้าไปซ่อนในเสื้อ หรือนั่งกันคนละมุม คือวิธีการที่พบเห็นจนชินตา เพราะไม่อยากให้คู่แข่งรู้ว่า เราจะยิงไปทางไหน หรือบังคับให้ผู้รักษาประตูพุ่งเซฟไปทางใดนั่นเอง

การโทษอุปกรณ์ : เมื่อต้องพบกับความพ่ายแพ้ เรามักพยายามสรรหาข้ออ้างมาลบล้างผลการแข่งขันที่เพิ่งจบไป ดังนั้นการเลือกโทษสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมเป็นทางออกยอดนิยม เช่นจอยมีปัญหา, ปุ่มลื่นเกินไป หรือค่าพลังของทีมที่เลือก ไม่เป็นไปตามที่ต้องการwinning-05การบลัฟ  : ชัยชนะ และความพ่ายแพ้ในแต่ละครั้ง ย่อมนำมาซึ่งคำเยาะเย้ย และถากถางเป็นธรรมดา หลายคนโดนล้อไปเป็นเดือน จนต้องหมั่นไปฝึกซ้อม เพื่อกลับมาแก้ตัวใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเรื่องเล่าแห่งความหลัง ที่กลับมาคุยกันเมื่อไหร่ ก็เรียกรอยยิ้มได้เสมอ ….หากเราคิดถึงบรรยากาศเดิมๆ ลองทักทายไปหากลุ่มเพื่อนเก่าๆ พร้อมกับกระซิบข้างหูด้วยประโยคที่ว่า  “วินนิ่งมั้ยสาด!!” ไม่แน่ว่า ความสุขที่เราอาจหลงลืมไป อาจหวนคืนมาอีกครั้ง

//////////////////////

 

Final Whistle

cristiano-ronaldo@ CR7 ____ “ฟังนะ …. นายจงลืมเรื่องฟุตบอลไปซะ มันไม่สามารถเลี้ยงชีพ และนำอะไรมาสู่ชีวิตของนายได้” คุณครูผู้หญิงท่านหนึ่ง กล่าวเตือนคริสเตียโน่ โรนัลโด้ สมัยยังเป็นนักเรียน อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าฟุตบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว โดยกล่าวว่า “สิ่งแรกที่ผมทำตอนกลับถึงบ้าน คือการโยนกระเป๋านักเรียนเอาไว้บนเตียงนอน หยิบของกินอย่างกล้วย และโยเกิร์ต พร้อมกับหนีบลูกบอลออกไปเล่นตามถนน เมื่อมีรถยนต์แล่นผ่านมา พวกเขาก็จะหยุดรถให้เรา เพื่อเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ทำเป็นเสาประตูออกจากเส้นทางเสียก่อน จากนั้นเราก็จะกลับมาเล่นกันอีกครั้ง”

lionel-messi@ LM10 ____ “เขาชอบไล่เตะฟุตบอลไปรอบห้องเรียน เขาไม่ค่อยเก่งวิชาเลข แต่เป็นเด็กที่ขยันขันแข็ง และลงมือทำงานทุกอย่างให้ผ่านพ้นไปด้วยดี แถมยังเป็นเด็กขี้อาย, พูดน้อย และตัวเล็กที่สุดในชั้นเรียน” อันเดรีย โซซ่า คุณครูสอนคณิตศาสตร์ เล่าถึงลิโอเนล เมสซี่ ที่สมัยเรียนเก็บได้ 6 คะแนน ในวิชาท่องจำอย่างเลข, วิทยาศาสตร์ และภาษาสแปนิช ส่วนวิชาที่เน้นความรู้สึกอย่าง ดนตรี และศิลปะ ได้ไป 8 คะแนน ขณะที่วิชาที่ได้ 10 แต้มเต็มคือ “พลศึกษา”