Dark Olympic โอลิมปิกที่ไม่อยากนึกถึง

Writer NovaVic

Dark Olympic 

โอลิมปิกที่ไม่อยากนึกถึง

อย่างที่ทราบกันดีว่ากีฬาโอลิมปิกนั้นถือว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท ความอดทน และน้ำใจนักกีฬาล้วนเป็นที่จดจำของทุกคนที่ได้เห็น  หรือแม้แต่ผู้ชมที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ก็ยังอินไปกับนักกีฬาของชาติตนที่เข้าแข่งขัน เรียกว่าในการแข่งแต่ละครั้งก็มีเรื่องที่น่าจดจำให้ทุกคนได้กล่าวถึงอยู่เสมอ

แต่ถึงแม้โอลิมปิกจะเต็มไปด้วยสิ่งสวยงามมากมายแค่ไหน ก็ยังคงมีส่วนที่เป็นความมืดมิดด้วยเช่นกัน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงไม่อยากจะให้มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นเป็นแน่ และหลายคนอาจไม่อยากให้พูดหรือให้นึกถึงมันด้วยซ้ำ แต่เราอยากหยิบยกเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมานำเสนออีกครั้งเพื่อใช้มันเป็นบทเรียน  เป็นเหมือนดั่ง “แผลเป็น” ที่คอยย้ำเตือนว่าครั้งหนึ่งเราเคยผิดพลาดจนเป็นแผล เพื่อให้เราระวังจนไม่ต้อง “เป็นแผล” ขึ้นอีกครั้ง…

munichmassacre

โศกนาฏกรรมมิวนิค

เชื่อว่าใครก็ตามที่ติดตามข่าวคราวของกีฬา คงจะต้องยกให้เหตุการณ์นี้เป็นความเสียใจที่สุดในวงการกีฬาก็ว่าได้ เหตุการณ์เกิดขึ้นในหมู่บ้านนักกีฬา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 1972 เวลาประมาณ 04.30 น. ซึ่งเป็นโอลิมปิกครั้งที่20 มีผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ ทีเรียกตัวเองว่า “กลุ่มกันยายนทมิฬ” (BLACK SEPTEMBER) จำนวน 8 คน พร้อมด้วยอาวุธปืนและลูกระเบิดได้บุกเข้าไปในบ้านพักนักกีฬาอิสราเอล และสังหารนักกีฬาอิสราเอลเสียชีวิต 2 ราย พร้อมกับจับตัวนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ชาวอิสราเอล 9 รายไว้เป็นตัวประกัน กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวสมาชิกของกลุ่มจำนวน 236 ราย ที่ถูกจองจำอยู่ทั่วโลก แต่ทว่าการเจรจากลับล้มเหลว จนผู้ก่อการร้ายสังหารตัวประกันทั้ง 9 ราย สุดท้ายผู้ก่อการร้ายก็ถูกยิงเสียชีวิตไป 5 ราย และยอมมอบตัว 3 รายa4080690-18

ถือเป็นเรื่องราวอันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับกีฬาโอลิมปิก ที่เมื่อกล่าวถึงทุกคนจะต้องนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แต่เชื่อว่าฝันร้ายครั้งนี้ยังบาดลึกอยู่ในหัวใจของผู้ที่รักกีฬาไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว

 

____________

image

สังเวียนอยุติธรรม

โอลิมปิกครั้งที่ 24 ที่เกาหลีใต้นั้น ไม่ได้มีแค่จอห์นสันคนเดียวที่ทำเรื่องฉาวโฉ่ แต่ยังมีนักกีฬาคนอื่นๆ ที่โดนตรวจพบสารกระตุ้นอีกหลายราย แต่เหตุการณ์ที่อื้อฉาวที่สุดในโอลิมปิกครั้งนั้นน่าจะเป็นการแข่นขันมวยสากลรุ่นไลท์มิดเดิลเวต ซึ่งนักมวยจากประเทศเจ้าภาพ ปาร์ค ซี-ฮัน ได้เหรียญทองจากการชกชนะคะแนนต่อ “รอย โจนส์ จูเนียร์” ใช่ครับเข้าใจไม่ผิดแน่นอน รอย โจนส์ จูเนียร์ คนที่แพ้คือคนเดียวกับที่ต่อมาได้เป็นนักมวยอาชีพชื่อดังผู้มีสถิติการชกที่ยอดเยี่ยม และเป็นนักมวยที่ถือว่าดีที่สุดของยุคถ้าหากวัดกันแบบปอนด์ต่อปอนด์

roy

หลายคนอาจสงสัยว่าฝีมือของ โจนส์ นั้นสู้นักมวยจากเกาลีใต้ไม่ได้เลยหรืออย่างไร บอกเลยว่าไม่ใช่ ปาร์ค ซี-ฮัน ต่างหากที่โดนโจนส์ถลุงเป็นลูกขนุนอยู่ฝ่ายเดียว โดยโจนส์ต่อยปาร์คไปทั้งสิ้น 86 หมัด ขณะที่ปาร์คสามารถซัดคืนกลับไปได้แค่ 32 หมัดเท่านั้น พูดกันตามตรง คือแค่ปาร์คยืนได้ครบยกนี่ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว

แต่แล้วผลการตัดสินกลับออกมาชนิดที่ทำให้ต้องอึ้งกันไปทั่วทั้งโลก เพราะเหล่ากรรมการให้ ปาร์ค ซี-ฮัน ชนะไปอย่างค้านสายตา เรียกได้ว่า เหมือนปล้นชัยชนะกันซึ่งๆ หน้าจะดีกว่า แต่จากการพ่ายแพ้ในครั้งนั้นได้ทำให้โจนส์หันไปสู่การชกอาชีพแบบเต็มตัว จนสามารถสร้างสถิติอันสวยงามให้กับตัวเองมากมาย คว้าแชมป์เป็นว่าเล่น ส่วนชื่อของปาร์ค ซี – ฮัน ก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเงียบๆ ตามกาลเวลา…

____________

o5ga6snl09hbeg48yux-o

ชายผู้ทำให้ฮิตเลอร์ต้องจดจำ

ในโอลิมปิกครั้งที่ 11 ปี 1936 ที่เบอร์ลิน ถือว่าเป็นโอลิมปิกแห่งการเหยียดผิวและดูถูกเชื้อชาติกันมากที่สุด เพราะโอลิมปิกครั้งนี้ถูกจัดขึ้นในยุคที่จอมเผด็จการนาซี “อด็อฟ ฮิตเลอร์ ” เป็นผู้นำประเทศ  ซึ่งฮิตเลอร์ต้องการใช้งานโอลิมปิกครั้งนี้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อประกาศศักดาของประเทศเยอรมณี และเผยแพร่แนวคิดของนาซีต่อสายตาชาวโลก

โดยจอมเผด็จการประกาศก้องว่า ชาวอารยัน หรือเยอรมัน นั้นยิ่งใหญ่เหนือกว่าชนชาติอื่นใดในโลก และเวทีการแข่งขันครั้งนี้จะแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์เอง ว่าไม่มีชาติไหนสามารถเทียบเทียมได้

o5ga7nksiuspsd09u3l-o

แต่แล้วต่อมา คำประกาศอันยิ่งใหญ่ของฮิตเลอร์กลับถูกตบหน้าเข้าอย่างจัง ด้วยฝีเท้าของชายหนุ่มผิวสีชาวอเมริกันที่มีชื่อว่า “เจสซี โอเวน” ทำการคว้า 4 เหรียญทองจากการแข่งขันกรีฑาประเภท วิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร, วิ่งผลัด 4 x 100 เมตร และกระโดดไกล จนทำให้ฮิตเลอร์รู้สึกอับอายขายขี้หน้าเป็นอย่างมาก แต่เป็นความสะใจของคนทั้งโลก

นอกจากนี้เรื่องราวชีวิตของ เจสซี่ โอเวน ยังสะท้อนมุมมองต่ออะไรอีกหลายอย่างในยุคนั้น ทั้งการที่คนผิวสีถูกปฏิบัติเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง หรือการที่ต่อให้ เจสซี่ โอเวน กวาดเหรียญทองไปหลายเหรียญก็ไม่ได้ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยังคงต้องรับจ๊อบวิ่งโชว์แข่งกับหมา มอเตอร์ไซค์ เป็นต้น อันคือสิ่งที่สะท้อนได้อย่างดีว่าอาชีพนักกีฬาในยุคนั้นเป็นยังไง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ “Race” ออกฉายทั่วโลกในปัจจุบันปี 2016 นี้อีกด้วย

_____________

16 Oct 1968, Mexico City, Mexico --- Tommie Smith and John Carlos, gold and bronze medalists in the 200-meter run at the 1968 Olympic Games, engage in a victory stand protest against unfair treatment of blacks in the United States. With heads lowered and black-gloved fists raised in the black power salute, they refuse to recognize the American flag and national anthem. Australian Peter Norman is the silver medalist. --- Image by © Bettmann/CORBIS
Image by © Bettmann/CORBIS

Black Power

เชื่อว่าหลายคนน่าจะจำภาพของนักกรีฑาสองคนที่ขึ้นรับเหรียญรางวัลในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งที่ 19 ที่เม็กซิโกเมื่อปี 1968 กันได้(เอ๊ะ หรือไม่ได้!) เพราะนักกรีฑาชาวอเมริกันสองคนนามว่า “ทอมมี่ สมิธ” และ “จอห์น คาร์ลอส” ได้ทำให้ทั่วโลกต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เขาได้แสดงออก เพราะเมื่อทั้งสองจบการแข่งขันวิ่ง 200 เมตรด้วยอันดับ 1 และอันดับ 3 สองหนุ่มผิวสีก็ได้ทำการถอดรองเท้า และใส่ถุงมือสีดำคนละข้างพร้อมทั้งกำมือขึ้นฟ้า ในขณะที่กำลังเข้ารับเหรียญรางวัลบนโพเดี่ยม เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเรื่องของเรียกร้องสิทธิของคนผิวสีในประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก จนเมื่อเสร็จสิ้นพิธีรับเหรียญทั้งคู่จึงถูกส่งตัวกลับบ้านไปปรับทัศนคติเป็นการด่วน

tumblr_m7loxormuh1ql86xko1_500

 

ถึงแม้ว่าการกระทำของทั้งคู่จะไม่ได้เป็นความอัปยศต่อวงการกีฬา แต่ก็ทำให้คนทั้งโลกหันกลับมาสนใจสิทธิของคนผิวสีที่ถูกปฏิบัติเยี่ยงพลเมืองชั้นสองในสังคมสมัยนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วความอัปยศที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ มันน่าจะเป็นความอัปยศจากการดูถูกเหยียดหยามของมนุษย์ด้วยกันเองมากกว่า

____________

87

ศึกชิงความเร็วที่อื้อฉาวที่สุด

โอลิมปิกที่กรุงโซลปี 1988 มีการแข่งขันระดับสุดยอดที่ช่วงชิงการเป็นเจ้าแห่งความเร็วกันระหว่าง คาร์ล ลูอิส” ลมกรดชาวสหรัฐแชมป์เก่าจากโอลิมปิกครั้งก่อนที่ลอสเอลเจลิส  กับ   เบน จอห์นสัน” เจ้าของสถิติโลกชาวแคนาดาคนล่าสุดในขณะนั้นที่ทำเวลาได้ 9.83 วินาที  ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วลูอิสดูมีภาษีกว่านิดนึงตรงที่ความเก๋า ทำให้เซียนจากหลายสำนักชี้เป้าไปว่า ลูอิสจะสามารถก้าวขึ้นมาคว้าเหรียญทองโอลิมปิกคราวนี้ไปได้

แต่แล้ว! การแข่งขันกลับไม่คู่คี่สูสีดู๋ดี๋อย่างที่หลายๆ คนคาดคิดเอาไว้ เพราะเจ้าของสถิติโลกอย่างจอห์นสันนำแบบทิ้งห่างเข้าเส้นชัยไป แถมยังทำลายสถิติโลกของตัวเองด้วยเวลา 9.72 วินาที !!  จนเขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สถิติขนาดนี้จะยังคงอยู่ไปอีก 50 ปี – 100 ปี แน่ๆ !!

แต่แล้ว!! (ใช้แต่แล้วอีกแล้ว ก็แหม…มันหักมุมหลายทีอ่ะ) เรื่องช็อกก็เกิดตามมาหลังจากนั้น เมื่อกรรมการโอลิมปิกประกาศว่าจอห์นสัน ถูกตรวจพบสารกระตุ้นในการสุ่มตรวจโด๊ป นั่นก็เท่ากับว่า สถิติที่จอห์นสันเคยทำเอาไว้ทั้งหมดต้องเป็นโมฆะ  รวมถึงถูกยึดเหรียญทองโอลิมปิกแล้วไปมอบให้ลูอิสที่เข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 แทน และโดนสั่งแบนห้ามลงแข่งเป็นเวลาอีก 2 ปี

แต่แล้ว!!! (ยังจะหักมุมอีก) เมื่อเขากลับมาแข่งอีกครั้งก็ถูกตรวจพบสารกระตุ้นอีกจนได้ ทำให้เข้าต้องจบเส้นทางอาชีพนักวิ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

__________

7445-1

บุรุษผู้ต่อสู้กับความมืดมิดของชีวิต

             ในโอลิมปิกปี 1960 นักวิ่งชาวเอธิโอเปีย อาเบเบ บิกิล่า” ได้ทำให้คนทั้งโลกหันมาสงสัยและตั้งคำถาม ว่ายีนส์หรือพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ที่ทำให้กลายเป็นนักกีฬาที่เก่งกาจ  เพราะในเวลานั้นแทบไม่มีใครอยากยอมรับว่า บิกิล่าจะสามารถวิ่งมาราธอนระยะไกลด้วยเท้าเปล่าจนชนะการแข่งขันคว้าเหรียญทองมาได้  เนื่องด้วยความที่เป็นยุคสมัยแห่งการเหยียดผิว ทุกคนจึงพยายามหาเหตุผลเพื่อบอกว่า คนผิวสีมีต้นทุนร่างกายที่สูงกว่าไง มันก็ไม่แฟร์น่ะสิ

โอเค เราย้อนกลับมาที่ “อาเบเบ บิกิล่า” กันก่อนว่าทำไมเขาถึงไม่ใส่รองเท้าลงไปวิ่งล่ะ นั่นก็เพราะว่าเกิดจากความฉุกละหุก มีคนถอนตัวออกจากทีม ทำให้บิกิล่าต้องลงแข่งขันในฐานะตัวสำรองแทน แล้วทีนี้สปอนเซอร์อย่างอาดิดาสก็เลยเตรียมรองเท้าให้ไม่ทัน จนทำให้บิกิล่าต้องใส่รองเท้าคู่ที่ไม่พอดี  ผลลัพธ์ที่ออกมาคือรองเท้ากัดเป็นแผล เขาจึงตัดสินใจทิ้งรองเท้าซะ แล้วเข้าจุดสตาร์ทไปแบบบ้านๆ ทั้งยังงั้น

                ระหว่างการแข่งขัน บิกิล่า ถูกผู้คนเย้ยหยันนินทาไปตลอดทางว่าไอ้จนมั่ง ไอ้ดำมั่ง หรือไอ้ทาสมั่ง แต่ก็เท่านั้นเพราะเขาฟังภาษาอิตาลีไม่ออกเลย เขาคิดแต่เพียงว่าเคยวิ่งต้อนแกะหรือต้อนม้ามาแล้ว แค่นี้น่าจะวิ่งได้นะ จนสุดท้ายเขาก็เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง ทำลายสถิติทั้งของโอลิมปิกและของโลก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ชัยชนะครั้งนี้ของเขาทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักประเทศที่ชื่อว่า “เอธิโอเปีย” และเป็นแอฟริกันชนผิวสีคนแรกที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการปลุกกระแสให้คนผิวสีช่วงนั้นเลยทีเดียว

24 Oct 1964: Abebe Bikila of Ethiopia runs through the streets of Tokyo, on his way to winning the marathon at the 1964 Olympic Games in Tokyo. In 1960 in Rome, barely known outside his country, he ran barefoot to become the first black African to winan Olympic title. Four years later, he wore shoes and won by an even greater margin, just five weeks after having his appendix removed and losing eleven days training in his final preparation. Sadly he was badly injured in a car crash five years laterand died prematurely at the age of 41. Under a bursary scheme provided by the IOC, his two children completed their education at Loughborough College in Britain. Mandatory Credit: IOC/Allsport
Credit: IOC/Allsport

            กระทั่งโอลิมปิกครั้งใหม่ที่กรุงโตเกียวเวียนมาอีกครั้ง บิกิล่าก็ได้ลงแข่งในฐานะนักกีฬาอีกเช่นเดิม แต่ทว่าคราวนี้เขาดันเกิดอาการไส้ติ่งอักเสบเสียก่อน ต้องถูกส่งไปผ่าตัดที่โตเกียวก่อนการแข่งเพียง 1 เดือนเท่านั้น จนพอมาถึงวันแข่งจริงทำให้เขาต้องวิ่งทั้งที่แผลยังไม่หายดี ซ้อมก็ไม่ได้ซ้อม แต่แล้วเหตุการณ์ที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้น เพราะเขาเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้ง แถมยังทำลายสถิติของตัวเองอีกต่างหาก และยังเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าเหรียญทองวิ่งมาราธอนติดต่อกันถึง 2 หนอีกด้วย

แต่ก็นั่นแหละ โชคชะตาไม่ได้เข้าข้างใครไปตลอด เพราะต่อมาในโอลิมปิกหนที่ 3 ที่เม็กซิโก เขาต้องออกจากการแข่งขันกลางคันหลังมีอาการบาดเจ็บ

ในปี 1968 บิกิล่าต้องเจอกับฝันร้ายในชีวิต เพราะเขาขับรถหักหลบกลุ่มผู้ประท้วงจนตกคูน้ำข้างทาง ซึ่งแม้เขาจะรอดตายมาได้ แต่ก็ต้องกลายเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงมา

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความเป็นนักกีฬาไป เขาเริ่มหัดยิงธนู จนเก่งพอที่จะเข้าแข่งขันพาราลิมปิกแต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรกลับมาในรายการนั้น ทว่าเขายังคงทดลองหาสิ่งใหม่ๆ ว่ามีอะไรที่เขายังพอทำได้บ้าง กระทั่งมาประสบความสำเร็จกับการแข่งขันรถเลื่อนหิมะที่นอร์เวย์ในปี 1970 จนได้

            บิกิล่าเสียชีวิตลงในปี 1973

จากคำถามที่ว่า อะไรที่ทำให้นักกีฬาคนหนึ่งเก่งกาจ?

            เชื่อว่าทุกคนอาจจะรู้คำตอบแล้วในตอนนี้…

___________

zika-virus

ปีศาจที่ริโอ

            ในส่วนของโอลิมปิกหนนี้ที่ Rio ปี 2016 ก็มีเรื่องราวที่ไม่ค่อยสู้ดีหลายอย่างเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือการแพร่ระบาดของไวรัส Zika ที่มียุงลายเป็นพาหะ โดยมีสายพันธุ์มาจากป่าซิกาในแถบยูกันดา ซึ่งก็แพร่กระจายไปในหลายๆ พื้นที่ แต่ดันมาหนักสุดที่บราซิลนี้เอง

อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่โรคใหม่อะไร  รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว  ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงต่อผู้ที่ป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตขนาดนั้น อาการก็พอๆ กับไข้หวัดใหญ่แหละ ทุเลาลงได้ใน 2-7 วัน แต่ที่สำคัญเลยก็คือ มันจะสร้างความอันตรายให้แก่หญิงตั้งครรภ์ จนอาจทำให้เด็กที่คลอดออกมามีศีรษะเล็กได้

ถึงแม้ไวรัส Zika จะไม่ได้ร้ายแรงน่ากลัวขนาดนั้น แต่องค์กรอนามัยโลกถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โต และประกาศว่าประเทศบราซิลเป็นเขตแพร่เชื้อ Zika จึงทำให้นักกีฬาโอลิมปิกหลายคนต่างรู้สึกวิตกกังวล พากันถอนตัวเพื่อความปลอดภัยไปไม่น้อยเลยทีเดียว ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนต่างก็ยกเลิกทริปและหนีกลับไปเช่นกัน

มันจึงทำให้โอลิมปิกที่ริโอหนนี้ ไม่คึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่มันควรจะเป็นเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าบราซิลจะนิ่งนอนใจซะเมื่อไหร่ โดยทำการจ้างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายพันคนไว้คอยให้บริการตลอดงานโอลิมปิกเช่นกัน