คนขี้เกียจเฮ! นักวิจัยชี้ไม่ต้องอาบน้ำทุกวันก็ได้

Writer NovaVic

ช่วงนี้ประเทศไทยกลับมาอากาศหนาวเย็นอีกครั้ง ซึ่งเชื่อได้เลยว่า ต้องมีหลายคนแน่ๆ ที่ขี้เกียจอาบน้ำ แต่ไอ้ครั้นจะไม่อาบก็ไม่ได้อีก เพราะอาจจะถูกสังคมคนรอบข้างค่อนแคะ ร้องยี้ใส่ ประดุจเราเพิ่งไปเล่นกับขี้ควายมา จนทำให้เราต้องฝืนอาบฝ่าลมหนาวด้วยความจำทนแม้จะตัวสั่น  บางคนก็ถึงขั้นโกหกด้วยความจำใจ บ้า! ชั้นอาบน้ำแล้วนะ จริงจริ๊งงงงง(เสียงสูงทำไม) ก็นั่นแหละ ต่อไปนี้เราไม่ต้องกังวลกันแล้วนะ แถมเอาไปเถียงคนอื่นกลับได้เลย เพราะนักวิจัยออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ต้องอาบน้ำทุกวันก็ได้ มันใช่ว่าจะดีเสมอไป…

via giphy.com

ดร. Casey Carlos ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโรคผิวหนัง แห่งมหาวิทยาลัย University of California San Dieago ได้ออกมาชี้แจงว่า การอาบน้ำทุกวันหรืออาบมากเกินไป มันส่งผลเสียให้กับร่างกายนะ เพราะการอาบในแต่ละครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้สบู่ร่วมด้วย จะไปทำลายน้ำมันในชั้นผิวหนังของเรา รวมไปถึงทำลายแบคทีเรียดีๆ ที่มีไว้เพื่อปกป้องผิวของเราตามธรรมชาติไปอีกด้วย จนทำให้ผิวหนังแห้งและระคายเคือง เป็นสาเหตุให้มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังแห้งแตก เชิญชวนให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าเดิม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กทารกแรกเกิด ห้ามอาบน้ำทุกวันเด็ดขาด ห้าม! ห้าม! ห้าม!

via giphy.com

ดร. Casey Carlos แนะนำว่า สำหรับคนธรรมดาอาบวันเว้นวัน หรือสามวันหนึ่งครั้งก็พอแล้ว(เย้!) หรือถ้าอาบน้ำชำระล้างเหงื่ออ่ะได้ แต่เวลาอาบน้ำไม่ควรฟอกสบู่ทั้งตัว จุดที่ควรใช้สบู่ฟอกถู ควรเป็นรักแร้ ระหว่างขา เท้า และก้นก็พอ ส่วนที่ไม่ต้องใช้สบู่ฟอกถูก็คือ ปิกาจู้(ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะ) หน้าอก ขา หลัง แขน ฯลฯ ซึ่งมันบอบบางเกินกว่าจะฟอกสบู่บ่อยๆ แถมมันยังมีกระบวนการทำความสะอาดตัวมันเองได้อยู่แล้วด้วย และสุดท้ายที่สำคัญคือการอาบน้ำแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 10 นาที จะได้ไม่ทำร้ายผิวมากเกินไป

via giphy.com

อย่างไรก็ดี คนขี้เกียจอาบน้ำก็อย่าเพิ่งทำกระดี๊กระด๊าเกินไปนัก เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางผิวหนังแนะนำว่า ถ้าไปออกกำลังกายมาจนเหงื่อโชกก็ควรต้องอาบ หรือไปพบเจอสภาวะแวดล้อมอย่างฝุ่น ควัน สารเคมี ก็ควรต้องอาบอยู่ดีนะ และนอกจากนี้ควรเปลี่ยนสวมเสื้อผ้าที่สะอาดทุกวัน ไม่ควรใส่ซ้ำด้วย (คนละเรื่องกับการไม่อาบน้ำนะจ๊ะ)

โอเค คิดว่าทุกคนคงได้เหตุผลดีๆ เอาไว้อ้าง ไว้เถียงแก้ตัวในเรื่องการไม่อาบน้ำกันแล้วล่ะเนอะ…

ที่มา : Buzzfeed