ความหมายของ 8 สัญลักษณ์ ที่คุณอาจจะยังไม่รู้!!!

Writer BARBIEBANK

Photographer Bond Silver

1 สัญลักษณ์เขาซาตาน

shutterstock_594699593

ปัจจุบันเรามักเห็นการทำสัญลักษณ์หรือทำท่าเขาปีศาจนี้ตามคอนเสิร์ตแนวเฮฟวี่เมทัลหรือแนวร็อคมาเป็นระยะเวลากว่าหลายสิบปีแล้ว แต่ความหมายของมันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิซาตานหรือภูตผีปีศาจตามชื่อของมันแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามสัญลักษณ์นี้เดิมมีชื่อว่า “Corna” แปลว่า “การปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย” โดยมีนักร้องเสียงทรงพลังอย่าง Ronnie James Dido หยิบสัญลักษณ์นี้ขึ้นมาใช้เพื่อเชื่อมโยงกับดนตรี จนกลายเป็นท่าประจำของเขาและถือเป็นท่าที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อวงการเพลงร็อค

2 สัญลักษณ์ยอดเยี่ยม

shutterstock_194081828

ความหมายของมันคือดีเยี่ยม ซึ่งเหมือนกับประเทศอังกฤษ เกาหลีใต้ และแอฟริกาใต้ แต่อีกหลายประเทศในโลก ไม่ได้ใช้ในความหมายนี้ สำหรับประเทศฝรั่งเศส โปแลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ การชูนิ้วโป้งนิ้วเดียวหมายถึงเลข 1 แต่สำหรับประเทศกรีซ รัสเซีย ประเทศแถบละตินอเมริกาและแอฟริกาตะวันตก การทำสัญลักษณ์นี้เป็นการสบประมาทที่ร้ายแรงเหมือนกับการชูนิ้วกลางเลยค่ะ โดยมีความหมายว่าจะยัด…เข้าประตูหลังของอีกฝ่าย ถ้าเผลอทำมีสิทธิ์โดนรุมตื๊บได้เลย

3 สัญลักษณ์การใช้มือซ้ายจับมือ

shutterstock_523367161

หมายถึงการหยิบจับสิ่งของ ส่ง-รับของกับผู้อื่นโดยใช้มือซ้ายของเราจะใช้มือไหนทำอะไรก็ขึ้นกับความถนัดและความสะดวก แต่ถ้าไปกลุ่มประเทศมุสลิมหลายๆ ประเทศ การใช้มือซ้ายยื่นรับสิ่งของโดยเฉพาะอาหาร หรือการจับมือเชคแฮนด์ด้วยมือซ้ายเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่สุด เพราะเขามองว่ามือขวาใช้ทำกิจกรรมทั่วไป แต่มือซ้ายใช้ทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น โดยเฉพาะหลังทำภารกิจเสร็จในห้องน้ำ ฉะนั้นเมื่อใช้มือซ้ายสัมผัสผู้อื่น หรือสิ่งของระหว่างกันและกันจึงถือว่าสกปรกมาก ฉะนั้นต้องเก็บมือซ้ายไว้ให้ดี แต่ก็น่าสงสารคนถนัดซ้ายเนอะ

4 สัญลักษณ์โอเค

shutterstock_594704495

OK ! เป็นสัญลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกนิยมใช้เพื่อสื่อความหมายถึง “ตกลง” หรือ “เห็นด้วย” ด้วยการทำนิ้วโป้งและนิ้วชี้จรดกัน ส่วนอีก 3 นิ้วที่เหลือชี้ขึ้น ซึ่งมีทฤษฎีมากมายที่พยายามจะอธิบายเกี่ยวกับต้นกำเนิดของสัญลักษณ์นี้ อาทิ สัญลักษณ์ “OK” มีตัวย่อมาจากคำว่า Old Kinderhook ซึ่งเป็นชื่อบ้านเกิดของประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 8 มาร์ติน แวน บูเรน (Martin Van Buren) และถูกเริ่มใช้เป็นต้นมาตั้งแต่สมัยการเลือกตั้งของเขา อีกทั้งยังได้นำมาใช้เป็นสโลแกนหาเสียงอีกด้วยว่า “Old Kinderhook is O. K.” พร้อมภาพโปสเตอร์เป็นภาพคนทำสัญลักษณ์นิ้ว OK อีกหนึ่งสมมุติฐานที่คล้ายกันเชื่อว่ามาจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 7 นามว่า แอนดรูว์ แจ็คสัน (Andrew Jackson) ผู้ชึ่งชอบทำท่า OK เมื่อใดก็ตามที่เขาทำการตัดสินใจ และบ่อยครั้งก็มักเขียนคำว่า “All correct” ซึ่งแปลว่า ถูกหมดเลย ในรูปแบบภาษาเยอรมัน “Oll korrect” หรือย่อแบบสั้น ๆ ได้ว่า OK นั่นเองและอีกหนึ่งสมมุติฐานที่ว่ากันว่าสัญลักษณ์ OK นี้มาจาก “มูตรา (Mudra)” เป็นท่าหนึ่งทางพิธีกรรมในศาสนาพุทธและฮินดูแฝงด้วยนัยแห่งการเรียนรู้ รวมถึงงานจิตรกรรมภาพวาดทางพุทธศาสนาก็แสดงให้เห็นท่าทาง OK นี้ด้วยเช่นกัน

5 สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

shutterstock_594348083

ที่มาของการแสดงท่านี้ ว่ากันว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อครั้งสงครามอังกฤษ-ฝรั่งเศส ในยุคโบราณ ทหารฝรั่งเศส จับพลแม่นธนูอังกฤษได้ ก็เลยสำเร็จโทษด้วยการตัดนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ที่ใช้ยิงธนูทิ้ง ทหารอังกฤษจึงแสดงสัญลักษณ์ ชู 2 นิ้ว เป็นการยกย่องเชิดชูวีรบุรุษพลธนูที่ถูกตัดนิ้วทิ้งและอีกนัยหนึ่ง ก็แสดงความหมายว่า “กูไม่กลัวมึงโว้ย” ต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศส คนที่นำการชู 2 นิ้ว มาใช้แทนความหมายแสดงชัยชนะจริงๆ คือ วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มัก กล่าวคำปราศรัย พร้อมชู 2 นิ้ว V sign ประกาศชัยชนะในสงครามโลกอยู่บ่อยครั้ง แต่ในญี่ปุ่น ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากแพ้สงคราม โดนระเบิดปรมาณูถล่ม การชู 2 นิ้ว ไม่ได้หมายถึง การประกาศชัยชนะ หรือ “สู้ตายโว้ย” แต่หมายถึง “เราต้องการสันติภาพ” ท่านี้ยังเป็นท่าประกอบการถ่ายรูปยอดฮิตของเด็กไทย จะไปไหนก็ขอชูสองนิ้วไว้ก่อน ไม่ได้มีความหมายพิเศษแค่ “น่ารัก” ถ้ากางเฉพาะนิ้วชี้และนิ้วกลางและหันฝ่ามืออเข้าหาตัว แม้ฝั่งอเมริกาจะไม่มีความแตกต่าง แต่สำหรับสหราชอาณาจักร ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แล้ว ถือว่าเป็นคำด่าระดับชูนิ้วกลางเลยก็ว่าได้ ช่วงแรกๆ ที่ท่านี้ยังไม่ดัง คนอเมริกันที่ไปอังกฤษมักจะสั่งเบียร์สองแก้วโดยชูนิ้วในลักษณะนี้ให้ ทำให้โดนคนอังกฤษซ้อมและโยนออกมาจากบาร์หลายคดีเลยทีเดียว ปัจจุบันท่านี้ถือว่าดังสุดๆ ทำให้วัยรุ่นอังกฤษเริ่มใช้ในฐานะสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ แต่เพื่อความสบายใจแก่ผู้พบเห็นในประเทศจึงมักกางนิ้วโป้งออกมาด้วยให้เป็น 3 นิ้วแทน ส่วนที่อิตาลีนั้นชูเฉยๆ ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ากางนิ้วโดยให้จมูกอยู่ตรงกลางด้วยแล้วจะหมายถึงช่องคลอดและเป็นคำด่าที่ร้ายแรงเลยทีเดียว

6 สัญลักษณ์รูปหัวใจ

shutterstock_596389133-1

สัญลักษณ์หัวใจกับความหมายที่สื่อออกมาถึงคำว่า “ความรักข้างในใจ” ซึ่งเราต่างรู้ดีว่ารูปร่างของมันนั้นมีลักษณะเหมือนกับหัวใจของมนุษย์จริง ๆ แต่ทฤษฎีต้นกำเนิดของสัญลักษณ์นี้ยังคงเป็นที่สับสนอยู่ว่า แท้จริงแล้วมาจากอะไรกันแน่ ดังต่อไปนี้ ทฤษฎีแรกว่าด้วยเรื่องของหงส์ 2 ตัวที่ว่ายน้ำมาหากันกลางทะเลสาบ เมื่อหงส์ทั้งสองหันหน้าชนกันจะเห็นว่ารูปที่ออกมานั้นคล้ายคลึงกับรูปหัวใจ ซึ่งหลาย ๆ วัฒนธรรมในโลกยังใช้หงส์เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของความรัก ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดี เนื่องจากหงส์เป็นสัตว์ที่จะมีคู่ครองเพียงหนึ่งเดียวไปตลอดชีวิตของมัน ทฤษฎีต่อมาพูดถึงตัวแทนของสรีระเพศหญิง โดยรูปทรงของหัวใจนั้นเหมือนภาพของกระดูกอุ้งเชิงกราน ซึ่งชาวกรีกโบราณมักให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสรีระผู้หญิงส่วนนี้ เห็นได้จากการเชื่อมโยงในการก่อสร้างวิหารแด่เทพีอโฟรไดท์ อันเป็นวิหารเพียงแห่งเดียวในโลกที่ผู้คนกราบไหว้บูชาบั้นท้าย หรือก้นนั่นเองและทฤษฎีสุดท้ายที่เชื่อว่าสัญลักษณ์นี้มาจากรูปร่างลักษณะของใบไม้เลื้อยหรือต้นไอวี่ในแจกัน โดยชาวกรีกมักจะใส่เถาไม้เลื้อยเหล่านี้แฝงลงไปบนภาพวาดของไดโอนีซุสหรือเทพเจ้าแห่งไวน์และเทพผู้ค้ำจุนความรัก

7 สัญลักษณ์สันติภาพ 

shutterstock_594357023

สัญลักษณ์สันติภาพหรือ Nuclear Disarmament ที่แปลว่า การลดอาวุธนิวเคลียร์ เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1958 ออกแบบโดย เจอรัลด์ ฮอลทัม (Gerald Holtom) หนึ่งในศิลปินของกลุ่มผู้เคลื่อนไหวการประท้วงสงคราม ระหว่างการประท้วงเพื่อต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในประเทศอังกฤษ จากภาพจะเห็นว่าวงกลมล้อมรอบเส้นบางอย่างอยู่ 2-3 เส้น ซึ่งเส้นเหล่านั้นเป็นตัวอักษร N (Nuclear) และ D (Disarmament) ตามรูปของ Semaphore Alphabet หรือการใช้ธงส่งสัญญาณเป็นรูปตัวอักษร ซึ่งตัว N จะเป็นการถือธงเป็นรูปตัว V กลับหัว และตัว D จะใช้มือหนึ่งถือธงชี้ขึ้นฟ้า และอีกมือแนบอยู่กับลำตัว เมื่อนำอักษรสองตัวมารวมกันจึงออกมาเป็นครื่องหมายแห่งสันติภาพที่แพร่หลายและโด่งดังไปทั่วโลก

8 สัญลักษณ์บลูทูธ

shutterstock_563564746

สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของยุคดิจิตอล หนึ่งในเทคโนโลยีซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับ-ส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายและอุปกรณ์แบบไร้สาย เช่น โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป เป็นต้น คำว่า “บลูทูธ” (Bluetooth) เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 10 จากกษัตริย์ผู้ปกครองเดนมาร์กสมัยนั้นนามว่า ฮาราลด์ บาทานด์ (Harald Blåtand) ผู้คลั่งไคล้การกินผลบลูเบอร์รีอย่างมาก ว่ากันว่าฟันซี่หนึ่งของพระองค์นั้นกลายเป็นสีน้ำเงินจนได้รับสมญานามว่า “Bluetooth” หรือ “ฟันสีน้ำเงิน” ต่อมาได้มีการนำพยัญชนะสแกนดิเนเวีย 2 ตัวจากชื่อของกษัตริย์ ฮาราลด์ บาทานด์ (Harald Blåtand) นั่นคือ “Hangall” หรือ “Hangalaz” ซึ่งเป็นตัว H และ “Bajarkan” หรือตัว B ในภาษาละตินมารวมกันในรูปแบบของ HB ที่ดูคล้ายฟันและมีสีน้ำเงินเหมือนกับฉายาของพระองค์ จนกลายเป็นสัญลักษณ์บลูทูธแบบที่เราได้เห็นกันทุกวันนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก listverse.com, brightside.me