ลิสต์ชื่ออาหารที่สร้างความสับสนให้กับชีวิต

Writer NovaVic

WTF – What the Food ?!
อาหารที่สร้างความสับสนให้กับชีวิต

                บางทีชื่อของอาหารหลายชนิดก็สร้างความสับสนงุนงงให้กับชีวิตเราไม่น้อย เพราะชื่อที่เรียกแทบไม่มีความเกี่ยวข้องสอดคล้องกับส่วนประกอบเลย อารมณ์เหมือนหนังโป๊ไม่ตรงกับปก บางเมนูได้ยินชื่อแล้วยังนึกไม่ออกว่าหน้าตาจะเป็นยังไง บางทีพอเห็นหน้าตาแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร อ้าวเฮ้ย! นี่เรากำลังกินอะไรอยู่ล่ะเนี่ย ใครก็ได้ช่วยบอกที!!
                โอเค เราไปดูกันเถอะว่ามีอะไรบ้าง…

img_0564_resize

ไข่เยี่ยวม้า

เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้รู้จักมันครั้งแรกย่อมต้องอึ้ง รู้สึกกระอักกระอ่วนกับชื่อและเกรงกลัวสีของมัน จนไม่กล้ารับประทานเป็นแน่แท้ มันคือไข่อะไรกัน? ถูกปรุงด้วยเยี่ยวม้าเหรอ? แล้วเยี่ยวม้ามันอร่อยตรงไหน? มันกินได้จริงอ่ะ!!

ความจริงแล้วไข่เยี่ยวม้าไม่ได้ก็เกี่ยวข้องอะไรกับเยี่ยวม้าทั้งนั้น แต่เป็นไข่ที่ผ่านวิธีการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง โดยจะมีการนำเอาไข่สดไปแช่หรือหมักในส่วนผสมที่ มาจากปูนขาว เกลือ โซเดียมคาร์บอเนต ใบชาดำ ขี้เถ้าแกลบ และน้ำ โดยจะใช้เวลาหมัก 15-20 วัน (มีเคล็ดลับคือ ให้กลับด้านไข่ทุก 7 วัน จะได้ไข่แดงที่อยู่ตรงกลางฟอง)

แล้วทำไมถึงได้ชื่อว่าไข่เยี่ยวม้า?- อันนี้สันนิษฐานว่าเป็นความเพี้ยนทางภาษา เพราะต้นกำเนิดของการทำไข่เยี่ยวม้านั้นมาจากประเทศจีน ซึ่งชาวจีนเค้าจะเรียกไข่พวกนี้ว่า “เหอี่ยหม่า” แล้วพอเรานำมาเรียกก็เลยกลายเป็น “เยี่ยวม้า” นั่นเอง

img_0565_resize

โอเลี้ยง-โอยัวะ-ยกล้อ

            คนรุ่นใหม่หลายคนน่าจะไม่รู้จักหรือไม่มักคุ้นกันแล้ว และอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร ทำไมโอถึงใจดีมาเลี้ยงคนอื่น แล้วโอไปหงุดหงิดอะไรมา แล้วพี่จะยกล้อทำไม?

อันที่จริงแล้วมันก็คือกาแฟไทยโบราณนั่นแหละ สามารถหาซื้อได้ตามร้านที่มีคนขายหน้าตาทรงอาแปะ ไม่ก็บรรดารถเข็นขายน้ำที่ซอกซอนไปตามหมู่บ้าน ไม่มีหรอกนะตามคอฟฟี่คาเฟ่ที่ดูชิคๆ อย่างสตาร์บัค อันนั้นไม่มีแน่ๆ ไม่ต้องไปหา โดยเสน่ห์ของมันอยู่ที่วิธีการชงด้วยถุงผ้าซึ่งเรียกกันว่า “กาแฟถุงเท้า”

โอเลี้ยงและโอยัวะ นั้นมีต้นกำเนิดมาจากชาวจีนที่อพยพมาอยู่ประเทศไทย ซึ่งภาษาจีนสำเนียงแต้จิ๋ว “โอ” แปลว่า “ดำ” ในขณะที่ “เลี้ยง” แปลว่า “เย็น” ส่วน “ยัวะ” ที่เรามาใช้เป็นศัพท์ในนัยความหมายว่า “โมโห” นั้น ภาษาจีนแต้จิ๋วจริงๆ แปลว่า “ร้อน”

ดังนั้น โอเลี้ยงจึงแปลว่า “ดำเย็น” และโอยัวะก็คือ “ดำร้อน”

ส่วน “ยกล้อ” นั้น ที่มาของมันก็คือ สมัยก่อนไทยเรามีนมข้นจืดยี่ห้อสุดฮิตที่ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง มีโลโก้เป็นจักรยาน แล้วทีนี้นักดูดโอเลี้ยงบางคนอาจจะรู้สึกว่าบางแก้วอาแปะแกก็ชงให้ซะหวานบาดคอ ก็อยากให้เติมนมจืดลงไปด้วย แต่จะสั่งธรรมดาก็ง่ายไป มันดูไม่เฟี้ยว ไม่เปรี้ยว ไม่สมกับความเป็นโก๋หลังวัง จึงเรียกใหม่เป็น “ยกล้อ” นั่นเอง

img_0566_resize

เสือร้องไห้

            ตอนได้ยินกับหูครั้งแรกนึกว่าสูตรยาดอง อารมณ์เหมือนม้ากระทืบโรงอะไรหยั่งงี้ แต่พอสั่งเสร็จปรากฏว่าไม่ใช่ มันมาเป็นเนื้อย่าง ทีนี้ก็งงอีกว่ามันคือเนื้ออะไรล่ะ หรือว่าเป็นเนื้อเสือ แล้วทำไมเสือต้องร้องไห้ คือเสือถูกฆ่าเลยร้องไห้เหรอ?

อืม ถือว่าเป็นเมนูที่สร้างความงงงวยให้กับชีวิตมากๆ จริง แถมยังสืบหาต้นตอไม่ได้อีกว่าทำไมถึงเรียกกันแบบนั้น บ้างก็ว่าเพราะเนื้อมันเหนียวขนาดที่เสือเคี้ยวยังร้องไห้ บ้างก็บอกเพราะมนุษย์แย่งกินหมดเสือมันเลยร้องไห้ บางอันก็บอกว่ามันอร่อยขนาดที่เสือกินเข้าไปยังน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง(อืม…เอาเข้าไป)

จริงๆ แล้วเนื้อเสือร้องไห้ก็คือ เนื้อวัวบริเวณส่วนอกที่มีความอ่อนนุ่มปนมันเล็กน้อย ว่ากันว่าทั้งตัวจะมีเพียงชิ้นเดียวที่มีปริมาณไขมันพอเหมาะกับเนื้อ ซึ่งนิยมมาย่างด้วยไฟอ่อนๆ ทานเป็นกับแกล้ม จิ้มด้วยน้ำจิ้มแจ่ว อร่อยมาก จะชื่ออะไรก็ช่างมันเถอะเนอะ

img_0567_resize

พระกระโดดกำแพง

            “พระกระโดดกำแพง” ถือเป็นการตั้งชื่อที่พีคมากที่สุดเมนูหนึ่งในจักรวาลก้นครัว ได้ยินครั้งแรกถึงกับผงะ เดาทางไม่ได้เลยว่าหน้าตาอาหารมันจะเป็นยังไง แต่สัมผัสได้ว่าเมนูนี้ต้องมีสตอรี่ที่ไม่ธรรมดา อารมณ์จอมยุทธ์เส้าหลินอะไรเทือกนั้นแน่ๆ

เท่าที่ไปสืบค้นข้อมูล มีตำนานเล่าขานกันว่า องค์ชาย 14 แห่งราชวงศ์ชิง รู้ตัวว่าถูกองค์ชาย 4 วางแผนชิงอำนาจราชบัลลังก์ ทำให้พระองค์บรรทมไม่หลับ เสวยไม่ได้ ผู้ปรุงอาหารในราชสำนัก จึงเปิดตำราระดมสุดยอดอาหาร เพื่อนำไปถวายบำรุงกำลังวังชาแด่ฮ่องเต้ โดยอาหารชนิดนั้นต้องใช้กระบวนการตุ๋นถึง 18 ชั่วโมง(โอ้ว มายก๊อดด!!) และทันทีที่พระองค์เปิดฝาโถใส่อาหาร กลิ่นหอมของอาหารก็โชยออกสู่นอกพระราชวัง เข้าจมูกหลวงจีนวัดเส้าหลิน หลวงจีนก็เลยตบะแตก ทนไม่ไหวใช้วิชาตัวเบากระโดดข้ามกำแพงมาเอ่ยปากขอชิม!!  อาหารสูตรนี้ จึงได้ชื่อว่า พระกระโดดกำแพง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา…

นั่นไงเรื่องราวไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย ฉะนั้นอาหารก็ย่อมไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน ซึ่งประกอบไปด้วย หูฉลาม, ปลิงทะเล, กระเพาะปลาสด, รังนก, เป๋าฮื้อ, หมูแฮมจีน, เอ็นกวาง, เครื่องยาจีน ฯลฯ

เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่อลังการงานสร้างจักรพรรดิจริงๆ และแน่นอนว่าราคาของมันก็อลังการงานสร้างไม่แพ้กัน…

img_0568_resize

Buffalo Wings

ข้ามมาดูที่อาหารของเมืองนอกเมืองนากันบ้าง เขาก็มีเมนูที่ชวนให้เรามึนตึ้บเช่นกันนั่นคือ “บัฟฟาโลวิงส์” ซึ่งแน่นอนว่าทันทีที่ได้ยินกับหู มันสมองอันแสนปราดเปรื่องก็ Translate โดยอัตโนมัติว่า “ปีกควาย”

อืม…แล้วควายมันมีปีกที่ไหนกันเล่า เอ๊ะ หรือว่ามีนะ ชักจะสับสนไปหมดแล้วเนี่ย…

ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าอันที่จริงบัฟฟาโลวิงส์ก็คือเมนูไก่ทอดธรรมดาเนี่ยแหละ แค่ไม่ชุบแป้งแต่จะคลุกเคล้ากับซอสพริกเผ็ดๆ เท่านั้นเอง ว่าแต่ทำไมถึงไม่ตั้งชื่อว่าเป็น ชิกเก้นวิงส์ ไปเลยนะ หรือจะตั้งเป็น เบิร์ดวิงส์ ก็ยังพอเข้าใจได้ว่ามันชิ้นส่วนของสัตว์ปีก ทำไมต้องตั้งชื่อให้สับสนกันด้วย

คำตอบคือ เมนูสูตรพิเศษนี้เกิดขึ้นที่เมือง Buffalo ประเทศสหรัฐอเมริกา แค่นั้นแหละ

img_0569_resize

ไก่สามอย่าง

                ความรู้สึกของการที่หนังโป๊ไม่ตรงกับปกก็คงใกล้เคียงกับเมนูนี้นั่นแหละ เพราะถึงจะใช้ชื่อว่า “ไก่สามอย่าง” แต่ก็ไม่มีไก่ปรากฎให้เห็นในจานเลยสักตัว ฉะนั้น ถ้าใครอยากกินไก่ก็อย่าเผลอไปสั่งเข้าล่ะ รับรองได้ผิดหวังแน่ๆ(สารภาพว่าเคยพลาดจนไปเถียงกับเด็กเสิร์ฟมาแล้ว)

โดยเมนูจะประกอบไปด้วย กุ้งแห้ง ตะไคร้ ถั่วลิสง พริกขี้หนูสวน ขิง และมะนาว ซึ่งจะนิยมรับประทานกันเป็นกับแกล้ม ส่วนที่มาของชื่อนั้นมีเรื่องเล่ากันว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไก่หายากมากแต่ก็ไม่ยากเท่าหาเหล้า ด้วยอารมณ์ขันที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือก็เลยเอาเครื่องเมี่ยงคำกับถั่วมานั่งกินแทน และหลอกเพื่อนที่เมาแล้วว่า “หาไก่ให้เจอซิ มีตั้งสามอย่างเชียวนะ” จึงเป็นที่มาของ ‘ไก่สามอย่าง’ นี่เอง โดยสามอย่างที่ว่านี้ไม่ใช่ไก่ตัวเป็นๆ หรอก แต่หมายถึง ไก่(ที่แปลว่าผู้หญิง ซึ่งเป็นคนทำ), ไก่อ่อน(คนที่ดื่มเหล้าแป๊บเดียวก็เมา) และปล่อยไก่(คนที่ถามว่าไก่อยู่ไหน)

ฉะนั้นอย่าได้สับสนกันอีกล่ะว่าทำไม ‘ไก่สามอย่าง’ ถึงไม่มีไก่เลย…